| 1 | a | อะ | หนึ่ง |
| 2 | about | อะเบ้า | ประมาณ, เกี่ยวกับ |
| 3 | all | ออล | ทั้งหมด |
| 4 | an | แอน | หนึ่ง |
| 5 | and | แอนด | และ |
| 6 | are | อา | เป็น อยู่ คือ |
| 7 | as | แอส | ราวกับ, เพราะว่า |
| 8 | at | แอท | ที่ |
| 9 | be | บี | เป็น อยู่ คือ |
| 10 | big | บิก | ใหญ่ |
| 11 | but | บัท | แต่ |
| 12 | by | บาย | โดย |
| 13 | can | แคน | สามารถ |
| 14 | do | ดู | ทำ |
| 15 | down | ดาวน | ลง |
| 16 | father | ฟ๊าเดอะ | พ่อ |
| 17 | first | เฟิสท | ที่หนึ่ง |
| 18 | for | ฟอ | สำหรับ |
| 19 | from | ฟรอม | จาก |
| 20 | good | กุด | ดี |
| 21 | hate | เฮท | เกลียด |
| 22 | have | แฮฝ | มี |
| 23 | he | ฮี | เขา |
| 24 | her | เฮอ | หล่อน |
| 25 | him | ฮิม | เขา |
| 26 | his | ฮิส | ของเขา |
| 27 | I | ไอ | ฉัน |
| 28 | if | อิฟ | ถ้า |
| 29 | in | อิน | ใน |
| 30 | into | อินทู | ไปใน |
| 31 | is | อิส | เป็น อยู่ คือ |
| 32 | it | อิท | มัน |
| 33 | just | จัสท | เพิ่งจะ, เพียงแค่ |
| 34 | like | ไลค | ชอบ |
| 35 | listen | ลิ๊สซึนด | ฟัง |
| 36 | little | ลิ๊ทเทิล | เล็ก |
| 37 | love | ลัฝ | รัก |
| 38 | make | เมค | ทำ |
| 39 | man | แมน | ผู้ชาย |
| 40 | many | เม็นนิ | มาก |
| 41 | may | เม | อาจจะ |
| 42 | more | มอ | มากกว่า |
| 43 | most | โมสท | ที่สุด |
| 44 | mother | มั๊ธเดอะ | แม่ |
| 45 | my | มาย | ของฉัน |
| 46 | near | เนีย | ใกล้ |
| 47 | no | โน | ไม่ |
| 48 | not | น็อท | ไม่ |
| 49 | now | นาว | ตอนนี้ |
| 50 | of | ออฟ | ของ |
| 51 | on | ออน | บน |
| 52 | one | วัน | หนึ่ง |
| 53 | only | โอ๊นลิ | เท่านั้น |
| 54 | or | ออ | หรือ |
| 55 | other | อั๊ธเดอะ | อื่น |
| 56 | out | เอ๊าท | ออก, นอก |
| 57 | over | โอ๊เวอะ | เหนือ |
| 58 | people | พี๊เพิล | ผู้คน |
| 59 | read | รีด | อ่าน |
| 60 | said | เซด | พูด |
| 61 | say | เซ | พูด |
| 62 | see | ซี | เห็น |
| 63 | she | ชี | หล่อน |
| 64 | should | ชุด | น่าจะ |
| 65 | slow | สโล | ช้า |
| 66 | small | สมอล | เล็ก |
| 67 | so | โซ | ดังนั้น |
| 68 | some | ซัม | บาง (คน, อัน, ตัว) |
| 69 | stop | สต็อพ | หยุด |
| 70 | than | แดน | กว่า |
| 71 | that | แด็ท | นั่น |
| 72 | the | เดอะ | – |
| 73 | then | เด็น | ต่อมา |
| 74 | there | แด | ที่นั่น |
| 75 | they | เด | พวกเขา |
| 76 | this | ดิส | นี่ |
| 77 | through | ธรู | ผ่าน |
| 78 | to | ทู | สู่ |
| 79 | TRUE | ทรู | จริง |
| 80 | two | ทู | สอง |
| 81 | up | อัพ | ขึ้น |
| 82 | use | ยูส | ใช้ |
| 83 | very | เว๊ริ | มาก |
| 84 | was | วอส | เป็น อยู่ คือ |
| 85 | water | ว๊อเทอะ | น้ำ |
| 86 | way | เว | ทาง |
| 87 | we | วี | พวกเรา |
| 88 | were | เวอ | เป็น อยู่ คือ |
| 89 | what | ว็อท | อะไร |
| 90 | when | เว็น | เมื่อไหร่ |
| 91 | where | แว | ที่ไหน |
| 92 | which | วิช | อันไหน |
| 93 | who | ฮู | ใคร |
| 94 | will | วิล | จะ |
| 95 | with | วิธ | กับ |
| 96 | woman | วู๊เมิน | ผู้หญิง |
| 97 | would | วุด | จะ |
| 98 | write | ไรท | เขียน |
| 99 | yes | เยส | ใช่ |
| 100 | you | ยู |
วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2558
ศัพท์100 คำที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวัน
วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2558
ประวัติชาวยิว
โมเสสถือกำเนิดมาเมื่อ 1,500 ปีก่อนพระเยซูประสูติขณะนั้นชาวยิวยังคงเป็นเชลยของอียิปต์อยู่ และโมเสสนี่เองที่เป็นผู้ปลดแอกชาวยิวให้หลุดพ้นมาจากการเป็นเชลย ชาวยิวต้องเร่ร่อนแรมอยู่ในทะเลทรายเป็นเวลานานหลายปี ก่อนที่โมเสสจะพาพวกเขามาถึง ดินแดนแห่งความใฝ่ฝัน (Promised Land: ดินแดนแห่งสัญญา ซึ่งปัจจุบันก็คือ ประเทศอิสสราเอล )
ทะเลทรายที่ว่านั้น ก็คือ ทะเลทรายซีนาย (Sinai) ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ยังพอมีผู้คนอาศัยอยู่บ้างเหมือนกัน บริเวณทะเลทรายนี้แทบจะไม่มีฝนตกเลย แต่ทว่า ก็ยังพอมีพืชผลสองสามชนิดเจริญเติบโตขึ้นพอที่สัตว์ต่างๆจะใช้ประทังชีวิตไปได้ สำหรับชาวยิวแล้วพวกเขารู้สึกว่าชีวิตในทะเลทรายนั้นช่างสาหัสสากรรจ์เพราะพวกเขาไม่เคยชินกับการต้องหาแหล่งน้ำแหล่งอาหาร จากในภาพเป็นภาพชาวยิวกลุ่มหนึ่ง ซึ่งพยายามเดินไปหาโอเอซิส โอเอซิส นี้ก็คือ แหล่งน้ำที่เกิดขึ้นในทะเลทราย ซึ่งเป็นที่พวกเขาใช้เป็นที่พักและเติมน้ำเพื่อเก็บเป็นเสบียงไว้ในขณะเดินทางต่อไป
กลุ่มชาวยิวนี้ต้องใช้เวลาในการเดินทางฝ่าทะเลทรายเป็นเวลาถึง 40 ปีกว่าที่จะเดินทางมาถึงดินแดนแห่งความใฝ่ฝัน (ดินแดนแห่งสัญญา) นี้ ในพระคัมภีร์ไบเบิลกล่าวไว้ว่า ในการอพยพครั้งนี้มีชาวยิวถึงหกแสนคนแต่ปัจจุบันนี้ หลายๆคนคิดว่าจำนวนที่แท้จริงคงมีแค่ประมาณหกพันคนเท่านั้น กลุ่มชาวยิวที่อพยพมานี้ได้ถูกแบ่งออกเป็น 12 กลุ่ม แต่ละกลุ่มก็แยกอาศัยอยู่ตามส่วนของตัวเอง แต่ก่อนที่ชาวยิวจะไปตั้งหลักแหล่งนั้นได้มีชนเผ่าอื่นอาศัยอยู่ก่อนแล้ว ชาวยิวจึงมักจะต้องทำการต่อสู้กับผู้ที่ตั้งหลักแหล่งอยู่ก่อนนี้อยู่เสมอๆ ในตอนแรกชาวยิวมักจะเป็นฝ่ายแพ้และมักถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยของชนกลุ่มอื่น
แต่ในที่สุด ชาวยิว ก็กลับมาที่อิสราเอลได้อีกครั้งหนึ่งและพบว่าเมืองสำคัญๆของพวกเขาได้ถูกทำลายจนหมดสิ้นทำให้พวกเขาต้องลงมือสร้างเมืองใหม่ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
สีในอาหาร
สีของอาหารมักบอกได้ว่าอาหารนั้นมีคุณภาพดีหรือไม่ บางครั้งเราก็ตัดสินใจซื้อจากสีนี่แหละเพราะเห็นได้ง่าย เชื่อว่าทุกคนคงเคยควักกระเป๋าซื้ออาหารเพราะสีสวยน่ากินมาแล้วใช่ไหมครับ
สีตามธรรมชาติ
สีที่เราเห็นในอาหารมี 2 ประเภท คือสีจากตัวอาหารเอง ซึ่งมีอยู่ในอาหารตามธรรมชาติ และสีผสมอาหารที่เติมลงไประหว่างกระบวนการผลิตและแปรรูปอาหาร สีนี้อาจมาจากเม็ดสีซึ่งเป็นสารที่มีสีต่างๆ จึงทำให้เกิดสีตามธรรมชาติของอาหาร
ตัวอย่างเม็ดสีในอาหาร ได้แก่ เฮโมโกลบิน (Hemoglobin) ทำให้เนื้อสัตว์มีสีดง คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) สีเขียวในพืชต่างๆ สารกลุ่มแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) สีส้มและเหลือง เช่น เบตา – แคโรทีนในแครอตและมันเทศ สารกลุ่มเบตาเลน (Betalains) ให้สีแดงอมม่วงของหัวบีตและแก้วมังกร และสุดท้ายคือกลุ่มสารประกอบฟีนอลิก (Phenolic Compounds) ซึ่งมีมากมายหลายประเภท ได้แก่ แอนโทไซยานิน (Anthocyanins) มีหลายสีทั้งน้ำเงิน ม่วง แดงเข้ม และส้ม เช่น สีแดงขององุ่น ทัมทิม ลูกหม่อน กะหล่ำม่วง สีน้ำเงินของดอกอัญชัน สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) สีขาวและเหลืองและสารควิโนน (Quinone) และแซนโทน (Xanthone) มีสีเข้ม เช่น สีม่วงของเปลือกมังคุด
สีของเม็ดสีตามธรรมชาติเหล่านี้จะไม่ค่อยคงตัว โดยเฉพาะเมื่อถูกความร้อนสัมผัสกับอากาศ หรือเมื่อสภาวะความเป็นกรดด่างเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งจะทำให้โครงสร้างทางเคมีของเม็ดสีเปลี่ยนแปลงไป สีของมันก็จะเปลี่ยนไปหรือจางหายไปด้วย โดยเม็ดสีแต่ละชนิดมีความคงตัวและไวต่อการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไป อย่างเนื้อหมูหรือเนื้อวัวที่เก็บไว้นานๆ เฮโมโกลบินจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศทำให้มีสีคล้ำออกน้ำตาล คลอโรฟิลล์ในผักสดเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลืองเมื่อนำมาต้ม เพราะความร้อนทำให้โครงสร้างของมันสลายตัว น้ำดอกอัญชันเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเป็นม่วงเมื่อบีบน้ำมะนาวใส่ เพราะสีของแอนโทไซยานินเปลี่ยนไปตามความเป็นกรดที่เพิ่มขึ้นจากมะนาว
เม็ดสีในอาหารบางชนิดจะมีสีชัดเจนขึ้นเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวอาหารอย่างเปลือกกุ้งและปูที่กลายเป็นสีส้มเมื่อทำให้สุก เพราะโปรตีนที่จับแคโรทีนอยด์เอาไว้ทำให้เราไม่เห็นสี เมื่อถูกความร้อนเสียสภาพไปจึงเห็นสีส้มชัดเจนขึ้นมา มะม่วงและกล้วยดิบสีเขียวพอสุกงอมเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเพราะคลอโรฟิลล์สลายตัวไป สีของแคโรทีนอยด์จึงเด่นชัดขึ้น
นอกจากเม็ดสีแล้ว การเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบอื่นๆ ในอาหารจากปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการผลิต การปรุงอาหาร และการเก็บรักษาก็ทำให้เกิดสีได้ด้วย เช่น ไข่ขาวดิบสีเหลืองใส ตอนสุกกลายเป็นสีขาวทึบ เพราะโปรตีนในไข่ขาวเกิดการเสียสภาพ สีน้ำตาลทองของอาหารทอดเกิดจากปฏิกิริยาเคมีที่เรียกว่า เมลลาร์ด (Maillard Reaction) ซึ่งเกิดจากโปรตีนและน้ำตาลในอาหารทำปฏิกิริยากันเมื่อถูกความร้อน กลายเป็นสารสีน้ำตาลซึ่งมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว รวมทั้งแอปเปิล ยอดมะพร้าวและหัวปลี เมื่อหั่นแล้วสารพวกโพลีฟีนอล (Polyphenolic Compounds) จะสัมผัสกับออกซิเจนในอากาศกลายเป็นสารที่มีสีน้ำตาล ซึ่งสีน้ำตาลในอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูงมากๆ และนำไปให้ความร้อนสูงๆ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของน้ำตาลที่เรียกว่าคาราเมไลเซชัน (Caramelization) ทำให้เกิดคาราเมลซึ่งมีสีน้ำตาลและมีกลิ่นหอม
สีสังเคราะห์
ทีนี้มาถึงสีที่เราเติมลงในอาหารที่เรียกว่าสีผสมอาหาร เป็นวัตถุเจือปนอาหารที่ใส่ในอาหารเพื่อแต่งสีของอาหาร ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงหรือจางหายไประหว่างกระบวนการผลิตและการเก็บรักษา หรือเพื่อแต่งสีอาหารที่ไม่มีสีตามธรรมชาติทั้งหมดนี้ก็มีวัตถุประสงค์เดียวกันคือปรุงแต่งสีให้สวยงาม เพื่อให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ ชื่นชอบนั่นเอง
อย่างผลิตภัณฑ์บางชนิดที่มีไข่หรือเนยเป็นส่วนผสม การแต่งสีด้วยสีเหลืองจะทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีไข่หรือเนยผสมอยู่มากขึ้นได้ การแต่งสีนี้ยังเป็นตัวบ่งชี้คุณลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของอาหารได้ด้วย เพราะคนส่วนใหญ่จะจำกลิ่นได้จากการเห็นสีประกอบด้วย เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับสีและกลิ่นของน้ำผลไม้ โดยให้คนชิมน้ำผลไม้ที่แต่งสีและกลิ่นไม่ให้สัมพันธ์กัน เช่น น้ำส้มสีแดง น้ำสตรอว์เบอร์รีสีเหลือง น้ำองุ่นสีส้ม แล้วให้บอกว่าเป็นผลไม้อะไร เชื่อไหมครับว่าคนเกือบทั้งหมดตอบไม่ถูก
สีผสมอาหารที่ใช้กันอยู่ในอุตสาหกรรมอาหารแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามที่มา คือ สีธรรมชาติและสีสังเคราะห์ สีธรรมชาติได้จากการสกัดวัตถุดิบธรรมชาติเพื่อดึงเม็ดสีออกมา เช่น สีเขียวจากใบเตย สีแดงจากฝาง สีดำจากผงถ่าน สีเหลืองจากขมิ้น สีน้ำตาลจากคาราเมล เป็นต้น
ส่วนสีสังเคราะห์เป็นสารมีสีที่ได้จากการสังเคราะห์ขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสีสังเคราะห์จะเป็นอันตราย เนื่องจากสีสังเคราะห์ผ่านกระบวนการสังเคราะห์ที่ทำให้ได้มีที่มีความบริสุทธิ์สูง ไม่มีสารเคมีหรือโลหะหนักตกค้างจึงกินได้ ต่างจากสีย้อมผ้าซึ่งอาจมีโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท และสารหนู ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายปนเปื้อนอยู่
นอกจากนี้ขั้นตอนการอนุญาตให้เอาสารตัวใดตัวหนึ่งมาใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหารซึ่งรวมถึงสีสังเคราะห์ จะมีการทดสอบความปลอดภัยของสารนั้นๆ ทั้งในสัตว์ทดลองและในคนด้วย โดยทดสอบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อดูว่าเป็นพิษต่อร่างกายหรือไม่ สะสมในร่างกายหรือไม่ และทำให้เกิดความผิดปกติในร่างกายหรือไม่
สีผสมอาหารชนิดสีสังเคราะห์ที่อนุญาตให้ใช้ในอาหาร ได้แก่ ปองโซ 4 อาร์ (Ponceau 4R) คาร์โมอิซิน (Carmoisine) และเออริโธรซีน (Erythrosine) ซึ่งเป็นสีแดงตาร์ตราซิน (Tartrazine) ซันเซ็ต เยลโลว์ (Sunset Yellow) และไรโบฟลาวิน (Riboflavin) สีเหลือง เป็นต้น ถ้าลองสังเกตส่วนผสมของอาหารหลายๆ ชนิดคงเคยเห็นชื่อเหล่านี้บนฉลาก แต่ละตัวก็มีปริมาณสูงสุดที่อนุญาตให้เติมลงในอาหารต่างกันไป และอาหารแต่ละชนิดก็ยังมีปริมาณสีผสมอาหารที่อนุญาตให้เติมต่างกันไปด้วย อาหารบางชนิด เช่น นมและอาหารสำหรับเด็ก ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปต่างๆ บะหมี่ เส้นพาสตาและน้ำพริกแกง กฎหมายก็ไม่อนุญาตให้เติมสี
ดังนั้นจึงสามารถกินอาหารที่เติมสีผสมอาหารซึ่งอนุญาตให้ใช้ โดยเติมไม่เกินปริมาณที่กฎหมายกำหนดได้อย่างปลอดภัยครับ
วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
วิธีป้องกันการปวดหัว
อาการปวดหัวเป็นความเจ็บไข้ไม่สบายที่พบได้บ่อย แม้จะเรียกว่าปวดหัวเหมือนกัน แต่บริเวณที่ปวดก็แตกต่างกันไป ซึ่งแบ่งได้เป็น 4 แบบคือ
1. ปวดไซนัสหรือโพรงรอบจมูก จะปวดที่เหนือตา ปวดดั้งจมูก ปวดใต้ตา
2. ปวดที่ลูกตาหรือรอบๆ ลูกตา เจ็บรุนแรงคล้ายมีอะไรมาแทงตา
3. ปวดตื้อๆ มึนๆ ที่หน้าผาก หรือปวดที่ท้ายทอยร้าวไปที่คอหรือไหล่
4. ปวดไมเกรน คือปวดตุ้บๆ ตรงกับจังหวะชีพจรหรือจังหวะการเต้นของหัวใจ ส่วนใหญ่ปวดข้างเดียวและอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือตาพร่ามัวร่วมด้วย
วิธีป้องกันอาการปวดหัวคือ
1. ลดน้ำตาล ลดแป้งขาวที่จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นเร็ว ลดเร็ว
2. หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่เย็นจัด ร้อนจัด
3. ดื่มน้ำให้เพียงพอ ภาวะขาดน้ำจะทำให้อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และปวดหัวได้
4. ไม่นั่งนาน หรืออยู่นิ่งๆ นานๆ เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อบางมัดเกร็งค้างนาน เลือดไหลเวียนได้น้อยลง อาจส่งสัญญานเป็นอาการปวดหัวได้
5. ไม่นอนดึก การนอนไม่พอกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวได้
6. ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ สร้างความผ่อนคลายให้ร่างกายแล
เทศกาลชมดอกซากุระในญี่ปุ่น
ซากุระ เป็นดอกไม้สุดโปรดของชาวญี่ปุ่นมีถิ่นกำเนิดในจีนตอนใต้ เกาะไต้หวันเกาะโอกินาวาญี่ปุ่น และยังพบซากุระในประเทศอื่นๆด้วย เช่น ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ จีน ตุรกี เยอรมัน แคนาดา และสหรัฐ
ต้นซากุระเป็นพืชที่มีมากกว่า 300 สายพันธุ์แตกต่างกันที่ลัษษณะรูปร่าง สี และช่วงเวลาในการผลิดอก สายพันธุ์ทั่วไปเรียกว่า “โซเมอิโยชิโนะ” พบมากที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการชมดอกซากุระกันเป็นวัฒนธรรมเลยทีเดียว และวัฒนธรรมการชมดอกซากุระจะเกิดขึ้นปีละครั้ง โดยกรมอุตุนิยมวิทยาจะพยากรณ์ช่วงเวลาที่ดอกซากุระบานให้ประชาชนทราบล่วงหน้า เพื่อให้ประชาชนวางแผนได้ว่าจะไปชมดอกซากุระในช่วงเวลาใดและที่ไหน
โดยปกติซากุระจะบานในเดือนมกราคม เริ่มจากหมู่เกาะโอกินาวาก่อนเพราะอุณหภูมิจะอบอุ่นกว่าที่อื่น จากนั้นจะบานเรื่อยมาที่โอซากา เกียวโต นาโงย่า โตเกียว และฮอกไกโดเป็นที่สุดท้ายในเดือนพฤษภาคม ช่วงเวลาดังกล่าวนี้ชาวญี่ปุ่นจะนำเสื่อมาปูใต้ต้นซากุระตามสถานที่ต่างๆ และนำอาหารมารับประทานรวมกันและร้องเพลงอย่างสนุกสนาน เป็นวัฒนธรรมการชมซากุระที่เรียกว่า “ฮานามิ” และอยู่คู่ชาวญี่ปุ่นมา 500 ปีแล้ว
แต่อย่างไรก็ตามมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุไว้ว่าชาวญี่ปุ่นชมชอบและนิยมปลูกซากุระไว้ชื่นชมาตั้งแต่เมื่อ 1,300 ปีมาแล้ว ก่อนท่จะพัฒนามาเป็นวัฒนธรรมการชมดอกซากุระในเวลาต่อมา