วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2558

สีในอาหาร

สีของอาหารมักบอกได้ว่าอาหารนั้นมีคุณภาพดีหรือไม่ บางครั้งเราก็ตัดสินใจซื้อจากสีนี่แหละเพราะเห็นได้ง่าย เชื่อว่าทุกคนคงเคยควักกระเป๋าซื้ออาหารเพราะสีสวยน่ากินมาแล้วใช่ไหมครับ

สีตามธรรมชาติ

สีที่เราเห็นในอาหารมี 2 ประเภท คือสีจากตัวอาหารเอง ซึ่งมีอยู่ในอาหารตามธรรมชาติ และสีผสมอาหารที่เติมลงไประหว่างกระบวนการผลิตและแปรรูปอาหาร สีนี้อาจมาจากเม็ดสีซึ่งเป็นสารที่มีสีต่างๆ จึงทำให้เกิดสีตามธรรมชาติของอาหาร

สีใจอาหาร

สีใจอาหาร

ตัวอย่างเม็ดสีในอาหาร ได้แก่ เฮโมโกลบิน (Hemoglobin) ทำให้เนื้อสัตว์มีสีดง คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) สีเขียวในพืชต่างๆ สารกลุ่มแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) สีส้มและเหลือง เช่น เบตา – แคโรทีนในแครอตและมันเทศ สารกลุ่มเบตาเลน (Betalains) ให้สีแดงอมม่วงของหัวบีตและแก้วมังกร และสุดท้ายคือกลุ่มสารประกอบฟีนอลิก (Phenolic Compounds) ซึ่งมีมากมายหลายประเภท ได้แก่ แอนโทไซยานิน (Anthocyanins) มีหลายสีทั้งน้ำเงิน ม่วง แดงเข้ม และส้ม เช่น สีแดงขององุ่น ทัมทิม ลูกหม่อน กะหล่ำม่วง สีน้ำเงินของดอกอัญชัน สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) สีขาวและเหลืองและสารควิโนน (Quinone) และแซนโทน (Xanthone) มีสีเข้ม เช่น สีม่วงของเปลือกมังคุด

สีใจอาหาร

สีใจอาหาร

สีของเม็ดสีตามธรรมชาติเหล่านี้จะไม่ค่อยคงตัว โดยเฉพาะเมื่อถูกความร้อนสัมผัสกับอากาศ หรือเมื่อสภาวะความเป็นกรดด่างเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งจะทำให้โครงสร้างทางเคมีของเม็ดสีเปลี่ยนแปลงไป สีของมันก็จะเปลี่ยนไปหรือจางหายไปด้วย โดยเม็ดสีแต่ละชนิดมีความคงตัวและไวต่อการเปลี่ยนแปลงแตกต่างกันไป อย่างเนื้อหมูหรือเนื้อวัวที่เก็บไว้นานๆ เฮโมโกลบินจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศทำให้มีสีคล้ำออกน้ำตาล คลอโรฟิลล์ในผักสดเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมเหลืองเมื่อนำมาต้ม เพราะความร้อนทำให้โครงสร้างของมันสลายตัว น้ำดอกอัญชันเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเป็นม่วงเมื่อบีบน้ำมะนาวใส่ เพราะสีของแอนโทไซยานินเปลี่ยนไปตามความเป็นกรดที่เพิ่มขึ้นจากมะนาว

เม็ดสีในอาหารบางชนิดจะมีสีชัดเจนขึ้นเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวอาหารอย่างเปลือกกุ้งและปูที่กลายเป็นสีส้มเมื่อทำให้สุก เพราะโปรตีนที่จับแคโรทีนอยด์เอาไว้ทำให้เราไม่เห็นสี เมื่อถูกความร้อนเสียสภาพไปจึงเห็นสีส้มชัดเจนขึ้นมา มะม่วงและกล้วยดิบสีเขียวพอสุกงอมเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเพราะคลอโรฟิลล์สลายตัวไป สีของแคโรทีนอยด์จึงเด่นชัดขึ้น

นอกจากเม็ดสีแล้ว การเปลี่ยนแปลงขององค์ประกอบอื่นๆ ในอาหารจากปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการผลิต การปรุงอาหาร และการเก็บรักษาก็ทำให้เกิดสีได้ด้วย เช่น ไข่ขาวดิบสีเหลืองใส ตอนสุกกลายเป็นสีขาวทึบ เพราะโปรตีนในไข่ขาวเกิดการเสียสภาพ สีน้ำตาลทองของอาหารทอดเกิดจากปฏิกิริยาเคมีที่เรียกว่า เมลลาร์ด (Maillard Reaction) ซึ่งเกิดจากโปรตีนและน้ำตาลในอาหารทำปฏิกิริยากันเมื่อถูกความร้อน กลายเป็นสารสีน้ำตาลซึ่งมีกลิ่นหอมเฉพาะตัว รวมทั้งแอปเปิล ยอดมะพร้าวและหัวปลี เมื่อหั่นแล้วสารพวกโพลีฟีนอล (Polyphenolic Compounds) จะสัมผัสกับออกซิเจนในอากาศกลายเป็นสารที่มีสีน้ำตาล ซึ่งสีน้ำตาลในอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูงมากๆ และนำไปให้ความร้อนสูงๆ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของน้ำตาลที่เรียกว่าคาราเมไลเซชัน (Caramelization) ทำให้เกิดคาราเมลซึ่งมีสีน้ำตาลและมีกลิ่นหอม

สีสังเคราะห์

ทีนี้มาถึงสีที่เราเติมลงในอาหารที่เรียกว่าสีผสมอาหาร เป็นวัตถุเจือปนอาหารที่ใส่ในอาหารเพื่อแต่งสีของอาหาร ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงหรือจางหายไประหว่างกระบวนการผลิตและการเก็บรักษา หรือเพื่อแต่งสีอาหารที่ไม่มีสีตามธรรมชาติทั้งหมดนี้ก็มีวัตถุประสงค์เดียวกันคือปรุงแต่งสีให้สวยงาม เพื่อให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ ชื่นชอบนั่นเอง

สีในอาหาร

สีในอาหาร

อย่างผลิตภัณฑ์บางชนิดที่มีไข่หรือเนยเป็นส่วนผสม การแต่งสีด้วยสีเหลืองจะทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีไข่หรือเนยผสมอยู่มากขึ้นได้ การแต่งสีนี้ยังเป็นตัวบ่งชี้คุณลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของอาหารได้ด้วย เพราะคนส่วนใหญ่จะจำกลิ่นได้จากการเห็นสีประกอบด้วย เคยมีการศึกษาเกี่ยวกับสีและกลิ่นของน้ำผลไม้ โดยให้คนชิมน้ำผลไม้ที่แต่งสีและกลิ่นไม่ให้สัมพันธ์กัน เช่น น้ำส้มสีแดง น้ำสตรอว์เบอร์รีสีเหลือง น้ำองุ่นสีส้ม แล้วให้บอกว่าเป็นผลไม้อะไร เชื่อไหมครับว่าคนเกือบทั้งหมดตอบไม่ถูก

สีในอาหาร

สีในอาหาร

สีผสมอาหารที่ใช้กันอยู่ในอุตสาหกรรมอาหารแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามที่มา คือ สีธรรมชาติและสีสังเคราะห์ สีธรรมชาติได้จากการสกัดวัตถุดิบธรรมชาติเพื่อดึงเม็ดสีออกมา เช่น สีเขียวจากใบเตย สีแดงจากฝาง สีดำจากผงถ่าน สีเหลืองจากขมิ้น สีน้ำตาลจากคาราเมล เป็นต้น

ส่วนสีสังเคราะห์เป็นสารมีสีที่ได้จากการสังเคราะห์ขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสีสังเคราะห์จะเป็นอันตราย เนื่องจากสีสังเคราะห์ผ่านกระบวนการสังเคราะห์ที่ทำให้ได้มีที่มีความบริสุทธิ์สูง ไม่มีสารเคมีหรือโลหะหนักตกค้างจึงกินได้ ต่างจากสีย้อมผ้าซึ่งอาจมีโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท และสารหนู ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายปนเปื้อนอยู่

สีผสมอาหาร

สีผสมอาหาร

นอกจากนี้ขั้นตอนการอนุญาตให้เอาสารตัวใดตัวหนึ่งมาใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหารซึ่งรวมถึงสีสังเคราะห์ จะมีการทดสอบความปลอดภัยของสารนั้นๆ ทั้งในสัตว์ทดลองและในคนด้วย โดยทดสอบทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อดูว่าเป็นพิษต่อร่างกายหรือไม่ สะสมในร่างกายหรือไม่ และทำให้เกิดความผิดปกติในร่างกายหรือไม่

สีผสมอาหาร

สีผสมอาหาร

สีผสมอาหารชนิดสีสังเคราะห์ที่อนุญาตให้ใช้ในอาหาร ได้แก่ ปองโซ 4 อาร์ (Ponceau 4R) คาร์โมอิซิน (Carmoisine) และเออริโธรซีน (Erythrosine) ซึ่งเป็นสีแดงตาร์ตราซิน (Tartrazine) ซันเซ็ต เยลโลว์ (Sunset Yellow) และไรโบฟลาวิน (Riboflavin) สีเหลือง เป็นต้น ถ้าลองสังเกตส่วนผสมของอาหารหลายๆ ชนิดคงเคยเห็นชื่อเหล่านี้บนฉลาก แต่ละตัวก็มีปริมาณสูงสุดที่อนุญาตให้เติมลงในอาหารต่างกันไป และอาหารแต่ละชนิดก็ยังมีปริมาณสีผสมอาหารที่อนุญาตให้เติมต่างกันไปด้วย อาหารบางชนิด เช่น นมและอาหารสำหรับเด็ก ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปต่างๆ บะหมี่ เส้นพาสตาและน้ำพริกแกง กฎหมายก็ไม่อนุญาตให้เติมสี

ดังนั้นจึงสามารถกินอาหารที่เติมสีผสมอาหารซึ่งอนุญาตให้ใช้ โดยเติมไม่เกินปริมาณที่กฎหมายกำหนดได้อย่างปลอดภัยครับ

วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

วิธีป้องกันการปวดหัว

อาการปวดหัวเป็นความเจ็บไข้ไม่สบายที่พบได้บ่อย แม้จะเรียกว่าปวดหัวเหมือนกัน แต่บริเวณที่ปวดก็แตกต่างกันไป ซึ่งแบ่งได้เป็น 4 แบบคือ

วิธีป้องกันอาการปวดหัว

วิธีป้องกันอาการปวดหัว

1. ปวดไซนัสหรือโพรงรอบจมูก จะปวดที่เหนือตา ปวดดั้งจมูก ปวดใต้ตา

2. ปวดที่ลูกตาหรือรอบๆ ลูกตา เจ็บรุนแรงคล้ายมีอะไรมาแทงตา

3. ปวดตื้อๆ มึนๆ ที่หน้าผาก หรือปวดที่ท้ายทอยร้าวไปที่คอหรือไหล่

4. ปวดไมเกรน คือปวดตุ้บๆ ตรงกับจังหวะชีพจรหรือจังหวะการเต้นของหัวใจ ส่วนใหญ่ปวดข้างเดียวและอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือตาพร่ามัวร่วมด้วย

วิธีป้องกันอาการปวดหัวคือ

1. ลดน้ำตาล ลดแป้งขาวที่จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นเร็ว ลดเร็ว

2. หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่เย็นจัด ร้อนจัด

3. ดื่มน้ำให้เพียงพอ ภาวะขาดน้ำจะทำให้อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และปวดหัวได้

4. ไม่นั่งนาน หรืออยู่นิ่งๆ นานๆ เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อบางมัดเกร็งค้างนาน เลือดไหลเวียนได้น้อยลง อาจส่งสัญญานเป็นอาการปวดหัวได้

5. ไม่นอนดึก การนอนไม่พอกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวได้

6. ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ สร้างความผ่อนคลายให้ร่างกายแล

เทศกาลชมดอกซากุระในญี่ปุ่น

ซากุระ เป็นดอกไม้สุดโปรดของชาวญี่ปุ่นมีถิ่นกำเนิดในจีนตอนใต้ เกาะไต้หวันเกาะโอกินาวาญี่ปุ่น และยังพบซากุระในประเทศอื่นๆด้วย เช่น ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ จีน ตุรกี เยอรมัน แคนาดา และสหรัฐ

ซากุระ ญี่ปุ่น

ต้นซากุระเป็นพืชที่มีมากกว่า 300 สายพันธุ์แตกต่างกันที่ลัษษณะรูปร่าง สี และช่วงเวลาในการผลิดอก สายพันธุ์ทั่วไปเรียกว่า “โซเมอิโยชิโนะ” พบมากที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการชมดอกซากุระกันเป็นวัฒนธรรมเลยทีเดียว และวัฒนธรรมการชมดอกซากุระจะเกิดขึ้นปีละครั้ง โดยกรมอุตุนิยมวิทยาจะพยากรณ์ช่วงเวลาที่ดอกซากุระบานให้ประชาชนทราบล่วงหน้า เพื่อให้ประชาชนวางแผนได้ว่าจะไปชมดอกซากุระในช่วงเวลาใดและที่ไหนชมดอกซากุระ

โดยปกติซากุระจะบานในเดือนมกราคม เริ่มจากหมู่เกาะโอกินาวาก่อนเพราะอุณหภูมิจะอบอุ่นกว่าที่อื่น จากนั้นจะบานเรื่อยมาที่โอซากา เกียวโต นาโงย่า โตเกียว และฮอกไกโดเป็นที่สุดท้ายในเดือนพฤษภาคม  ช่วงเวลาดังกล่าวนี้ชาวญี่ปุ่นจะนำเสื่อมาปูใต้ต้นซากุระตามสถานที่ต่างๆ และนำอาหารมารับประทานรวมกันและร้องเพลงอย่างสนุกสนาน เป็นวัฒนธรรมการชมซากุระที่เรียกว่า “ฮานามิ” และอยู่คู่ชาวญี่ปุ่นมา 500 ปีแล้ว เทศกาลชมดอกซากุระ

แต่อย่างไรก็ตามมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุไว้ว่าชาวญี่ปุ่นชมชอบและนิยมปลูกซากุระไว้ชื่นชมาตั้งแต่เมื่อ 1,300 ปีมาแล้ว ก่อนท่จะพัฒนามาเป็นวัฒนธรรมการชมดอกซากุระในเวลาต่อมา

เทศกาลชมดอกซากุระ


วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ยุงชอบกัดคนประเภทไหน

       เคยสังเกตไหมว่า ทำไมคนบางคนยุงถึงชอบกัดเอ๊า…กัดเอา ในขณะที่บางคนยุงกัดน้อยกว่า พบว่าปัจจุบันในโลกนี้มียุงมากกว่า 3,500 สายพันธุ์ และยุงก็มีแนวโน้มที่จะ

  • ชอบกัดคนตัวโตมากกว่าตัวเล็ก เพราะคนตัวโตมีพื้นที่ผิวหนังมากกว่า
  • ชอบกัดคนท้องมากกว่าคนไม่ท้อง เพราะคนท้องมีพื้นที่ผิวหนังมากขึ้น ตัวอุ่นหรือร้อนขึ้น และเหงื่อออกง่ายขึ้น
  • ชอบกัดคนที่มีกลิ่นตัว กลิ่นเหงื่อ ยุงชอบกลิ่นตัวของคนบางคนและเลือกที่จะกัดก่อนคนอื่น
  • ชอบกัดคนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์ทำให้อุณหภูมิที่ผิวหนังเพิ่มขึ้นและกลิ่นตัวแรงขึ้น
    ยุงชอบกัดคนแบบไหน?

    ยุงชอบกัดคนแบบไหน?

       อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเหตุผลเหล่านี้จะใช้ได้กับทุกคน เพราะบางครั้งยุงก็เลือกกัดบางคนโดยหาสาเหตุไม่ได้เช่นกัน

อะโวคาโดยิ่งกิน ยิ่งสุขภาพดี

ใครที่ชอบกินแซนด์วิชในคาเฟ่ฮิปๆ หรือกินซูซิในร้านอาหารญี่ปุ่นสไตล์ฟิวชั่น น่าจะเห็นผลไม้หั่นเป็นชิ้นสีเขียวอมเหลือง เนื้อนิ่ม ครีมมัน รสจืดๆ ที่ใช้เป็นส่วนผสม ไม่มีรสแต่พอเคี้ยวรวมกับขนมปังหรือข้าวแล้วจะได้รสมันๆ ที่ทำให้อร่อยขึ้น รสชาติเหล่านี้นี่แหละเป็นลักษณะเด่นของอะโวคาโด ผลไม้พื้นเมืองของเม็กซิโก

อะโวคาโด avocado

ชาวเม็กซิกันมักใช้เนื้ออะโวคาโดปรุงอาหารแทนเนย และบ้านเราบางคนก็เรียกว่า “ลูกเนย” เนื้อครีมมันสีเขียวอมเหลืองของอะโวคาโดอุดมไปด้วยวิตามินอีที่มีอยู่มาก วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามินซี และยังอุดมไปด้วยโพแทสเซียมและโฟเลต วิตามินอีและวิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระจึงช่วยป้องกันร่างกายไม่ให้ได้รับอันตรายจากอนุมูลอิสระซึ่งเป็นตัวก่อมะเร็งบางชนิดได้ ส่วนโพแทสเซียมจะช่วยควบคุมความดันโลหิตทำให้หัวใจเต้นเป็นปกติและรักษาสุขภาพของระบบประสาท ส่วนวิตามินบี 6 ช่วยควบคุมการทำงานของระบบประสาทให้เป็นปกติ

กรดไขมันในอะโวคาโดเป็นไขมันชนิดเดียวกับน้ำมันมะกอก คือเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวแบบตำแหน่งเดียวกัน ซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ และอาจช่วยลดไขมันร้าย (LDL) ส่วนคนที่ควบคุมน้ำหนักต้องระวังอย่ากินมาก เพราะเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง อะโวคาโดเพียงครึ่งผลให้พลังงานถึง 190 – 238 กิโลแคลอรี และยังจัดว่าเป็นผลไม้ที่มีโปรตีนมากที่สุดด้วย

ไขมันช่วยเสริมความงาม

เนื้ออะโวคาโดมีไขมันชนิดดีที่เหมือนกับน้ำมันมะกอก ไขมันนี้ยังเปี่ยมไปด้วยวิตามินอีที่ช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื้น ถ้ากินเป็นประจำจะช่วยลดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ และยังช่วยให้ผมดำมันเป็นเงา ผู้หญิงในอเมริกาใต้และเม็กซิโกต่างก็ใช้อะโวคาโดบำรุงเส้นผมและผิวพรรณมานานนับพันปีแล้ว โดยเฉพาะใครที่มีผิวแห้ง ให้นำอะโวคาโดมาผสมกับกล้วยหอมสุกหรือไข่แดงและน้ำผึ้ง ในอัตราส่วน 1:1:1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากันแล้วทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15 – 20 นาทีจึงล้างออก ผิวคุณจะชุ่มชื่นขึ้น

อะโวคาโด avocado

เพราะว่าไขมันในอะโวคาโดที่มีมากนี่เอง จึงมีการสกัดเป็นน้ำมันอะโวคาโดเพื่อใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง และยังนำมาทำสบู่ ยาสระผม ครีมทางผิว เพราะจะดูดซึมได้ง่าย น้ำมันชนิดนี้มีสีเขียวเข้ม ใส เนื้อหนักหนืดและมีกลิ่นหอมของอะโวคาโดชัดเจน

เลือกกินอย่างไรให้อร่อย

อะโวคาโดเป็นผลไม้ยืนต้นที่ต้นสูงมาก ความสูงประมาณ 18 เมตร และมีต้นกำเนิดที่เม็กซิโก ว่ากันว่าชาวสเปนรู้จักมานานกว่า 500 ปี แล้ว แต่ไม่มีใครสนใจเพราะเป็นผลไม้รสจืด ผู้คนโดยเฉพาะคนอเมริกันเพิ่งเริ่มหันมาสนใจกินอะโวคาโดเมื่อศตวรรษที่ 20 นี่เอง ปัจจุบันปลูกได้ทั้งที่ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ หรือแม้แต่ในบ้านเรา โดยแรกเริ่มเดิมทีมิชชันนารีนำมาปลูกที่จังหวัดน่าน ต่อมมาก็แพร่หลายมากขึ้น จนเมื่อเป็นผลไม้ที่โครงการหลวงสนับสนุนและปลูกได้ทั่วไปในเชียงใหม่และเชียงราย บ้านเราจึงเริ่มนิยมกินกันมากขึ้น

ผลอะโวคาโดมีทั้งทรงกลม ทรงรีก้นป้านเหมือนลูกแพร์ บางพันธุ์ลูกเล็กเหมือนไข่ไก่บางพันธุ์ลูกใหญ่ยักษ์หนักเป็นกิโล โดยทั่วไปจะเปลือกหนา สีเขียว ผิวขรุขระหรือเรียบ บางพันธุ์มีสีเขียวแก่ สีแดงเลือดหมู สีเหลือง หรือแม้แต่สีดำ อะโวคาโดเป็นผลไม้ที่ต้องกินเมื่อสุกแล้วเท่านั้น ถ้าดิบจะมีรสฝาดและมีพิษ ที่น่าแปลกคือ เป็นผลไม้ที่ไม่สุกที่ต้น ต้องตัดมาแล้วเก็บไว้จึงจะสุก และต้องเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง เมื่อสุกแล้วจึงเก็บไว้ในตู้เย็น

ตอนที่เก็บมาจากต้น เปลือกจะมีสีเขียวเข้ม พอเริ่มสุกจึงเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมเขียว ถ้าสุกมากก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม และเมื่อบีบเบาๆ จะรู้สึกว่าเนื้อนิ่ม วิธีผ่าต้องใช้มีดผ่ากลางลูกให้รอบจนสามารถใช้มือแยกได้ เม็ดอะโวคาโดจะใหญ่มาก ถ้าสุกกำลังพอดี เนื้อจะเป็นสีเขียวอมเหลือง นุ่มมันน่ารับประทาน แต่ถ้าสุกเกินไป เนื้อจะเละและเป็นจุดสีน้ำตาล เพราะฉะนั้นควรกินตอนที่สุกกำลังพอดีจึงจะอร่อย และเมื่อปอกไว้สักพัก เนื้อก็จะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดูไม่น่ากิน เคล็ดลับที่จะช่วยได้คือ เมื่อหั่นเนื้อใส่ชามแล้วให้วางเม็ดไว้ใต้เนื้อก็จะช่วยให้ยังเขียวอยู่ ซึ่งค่อนข้างแปลกแต่จริง

คนที่กินอะโวคาโดมากที่สุดคือพวกเม็กซิกัน โดยนำมาทำอาหารที่เรียกว่า ซัลซา วิธีทำคือนำเนื้ออะโวคาโดสุกๆ มาบี้ให้ละเอียด ใส่หอมหัวใหญ่สับ น้ำมะนาว พริก แล้วคลุกให้เข้ากัน แล้วกินกับนาโช (แผ่นแป้งของเม็กซิกันซึ่งคล้ายกับข้าวเกรียบบ้านเรา) เป็นของกินเล่น หรือใส่ในอาหารได้ทุกชนิด เช่น ใส่ไส้ในแผ่นแป้งทาโกรวมกับส่วนผสมอื่นๆ เช่น เนื้อบด ถั่วแดงบดและชีส เป็นต้น

ในฟิลิปปินส์ บราซิล อินโดนีเซีย เวียดนามและอินเดียใต้ นิยมกินอะโวคาโดกับนมปั่นหรือไอศกรีม โดยการเติมน้ำตาล นมหรือน้ำ บางครั้งราดด้วยช็อกโกแลต แต่ด้วยเนื้อที่มีความมัน รสจืด และยังมีวิตามินมากมาย คนอเมริกันและออสเตรเลียจึงนิยมนำมาใส่แซนด์วิชกินกับผักและเนื้อสัตว์ เพราะจะช่วยให้เคี้ยวแล้วไม่แห้งจนเกินไป ทำสลัดหรือคานาเปเพียงหั่นเป็นชิ้นบางๆ กินกับกุ้งลวก และน้ำสลัดเทาส์ซันไอส์แลนด์ ซึ่งจะเข้ากันมาก หรือแม้แต่หั่นใส่รวมไปในสลัดแบบใดก็ได้ที่คุณชอบ แต่น้ำสลัดที่เข้ากันมักจะเป็นน้ำสลัดน้ำข้นที่มีส่วนผสมของครีมหรือชีส

ปัจจุบันอะโวคาโดถูกนำมาดัดแปลงสร้างสรรค์ต่างๆ เป็นอาหารฟิวชั่น โดยเฉพาะใส่ในซูซิข้าวญี่ปุ่นรวมกับกุ้งลวก ปลาไหล คลุกกับไข่กุ้ง เป็นต้น ซึ่งนิยมกันมากในอเมริกา ญี่ปุ่นและบ้านเรา

สำหรับบางคนที่นิยมรสธรรมชาติ ยืนยันว่าแค่ผ่าแล้วตักกินก้อร่อยแล้ว (แต่ต้องสุกพอดี) หรือแม้แต่วางบนขนมปังปิ้งเป็นอาหารเช้าแค่นี้ก็อร่อยและมีวิตามินเปี่ยมล้น

 แนะนำเมนูอร่อย แซนด์วิชอะโวคาโด

ส่วนผสม ขนมปังแซนด์วิชหั้นหนา 2 แผ่น อะโวคาโดหั่นเป็นชิ้น 1/2 ผล ผักสลัดใบเขียวตามชอบ มะเขือเทศหั่นบาง กุ้งลวกหรือแฮมหั่นบาง น้ำสลัดเทาส์ชันไอส์แลนด์หรือน้ำสลัดครีมชนิดอื่นๆ ที่คุณชอบavocado sandwich

วิธีทำ ปิ้งขนมปังแล้วทาเนยให้ทั่ว วางผัก เนื้อสัตว์ และอะโวคาโดที่หั่นไว้ ราดด้วยน้ำสลัด รับประทานได้ทันที


วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ทำไมข้างพีระมิดต้องมีสฟิงซ์?

สฟิงซ์

ถ้าใครเคยไปเที่ยวที่เมืองกีซา ใกล้ๆกรุงไคโร ก็คงต้องตะลึงกับพีระมิด 3 องค์ที่ตระหง่านอยู่บนทะเลทรายนอกกรุงไคโร พีระมิดนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นสุสานของฟาโรห์แห่งอียิปต์ บริเวณใกล้เคียงจะมีรูปสลักของสฟิงซ์อยู่ใกล้ๆ กับพีระมิดและความลึกลับของสฟิงซ์นี้ก็เป็นสิ่งที่สร้างความฉงนสนเท่ห์ แก่นักโบราณคดีมานานกว่า 5,000 ปี

พีระมิดสร้างขึ้นเพื่อเป็น สุสานของฟาโรห์ แล้วรูปสลักสฟิงซ์ล่ะมีไว้เพื่ออะไร?

สฟิงซ์คือ รูปสลักจากภูเขาหินที่มีหัวและหน้าอกเป็นผู้ชายและมีลำตัวเป็นสิงโต เชื่อกันว่าเป็นสิ่งซึ่งจะป้องกันวิญญาณและความชั่วร้ายที่อยู่รอบๆพีระมิดได้ สฟิงซ์ที่ใหญ่ที่สุดคือ สฟิงซ์ในเมืองกิซา ซึ่งมีขนาดความยาว 70 เมตร และสูง 20 เมตร

เชื่อกันว่าสร้างขึ้นเมื่อ 5,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ใบหน้าเป็นพระพักตร์จำลองของกษัตริย์เชฟเรน (Chephren) ในราชวงศ์อียิปต์ที่ 4 นอกจากสฟิซ์ใหญ่ในเมืองกิซาแล้ว ยังมีสฟิงซ์อีกมากมาย ในประเทศอียิปต์ที่เป็นรูปหน้าของกษัตริย์องค์ต่างๆ ของอียิปต์ เพราะชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่ากษัตริย์เป็นทายาของเทพเจ้า ซึ่งเป็นเทพแห่งดวงอาทิตย์ เมื่อกษัตริย์สิ้นพระชนม์ก็ต้องการกลับไปเป็นเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์อีกครั้ง และเชื่อว่าจะกลับไปมีพลังอำนาจเช่นสิงโต ดังนั้นรูปสลักจึงมีลักษณะเป็นครึ่งคนครึ่งสิงโต

มีสฟิงซ์อยู่แห่งหนึ่งที่มีรูปหน้าเป็นผู้หญิง ซึ่งสร้างขึ้นให้กับราชินีฮัตเชปซุตที่เคยครองบัลลังก์และปกครองอียิปต์ แต่รูปสลักนั้นสลักให้มีเคราด้วย เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งเยี่ยงชายของพระนาง

เทศกาลชมซากุระ


ซากุระ เป็นดอกไม้สุดโปรดของชาวญี่ปุ่นมีถิ่นกำเนิดในจีนตอนใต้ เกาะไต้หวันเกาะโอกินาวาญี่ปุ่น และยังพบซากุระในประเทศอื่นๆด้วย เช่น ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ จีน ตุรกี เยอรมัน แคนาดา และสหรัฐ

ซากุระ ญี่ปุ่น

ต้นซากุระเป็นพืชที่มีมากกว่า 300 สายพันธุ์แตกต่างกันที่ลัษษณะรูปร่าง สี และช่วงเวลาในการผลิดอก สายพันธุ์ทั่วไปเรียกว่า “โซเมอิโยชิโนะ” พบมากที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการชมดอกซากุระกันเป็นวัฒนธรรมเลยทีเดียว และวัฒนธรรมการชมดอกซากุระจะเกิดขึ้นปีละครั้ง โดยกรมอุตุนิยมวิทยาจะพยากรณ์ช่วงเวลาที่ดอกซากุระบานให้ประชาชนทราบล่วงหน้า เพื่อให้ประชาชนวางแผนได้ว่าจะไปชมดอกซากุระในช่วงเวลาใดและที่ไหนชมดอกซากุระ

โดยปกติซากุระจะบานในเดือนมกราคม เริ่มจากหมู่เกาะโอกินาวาก่อนเพราะอุณหภูมิจะอบอุ่นกว่าที่อื่น จากนั้นจะบานเรื่อยมาที่โอซากา เกียวโต นาโงย่า โตเกียว และฮอกไกโดเป็นที่สุดท้ายในเดือนพฤษภาคม  ช่วงเวลาดังกล่าวนี้ชาวญี่ปุ่นจะนำเสื่อมาปูใต้ต้นซากุระตามสถานที่ต่างๆ และนำอาหารมารับประทานรวมกันและร้องเพลงอย่างสนุกสนาน เป็นวัฒนธรรมการชมซากุระที่เรียกว่า “ฮานามิ” และอยู่คู่ชาวญี่ปุ่นมา 500 ปีแล้ว เทศกาลชมดอกซากุระ

แต่อย่างไรก็ตามมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ระบุไว้ว่าชาวญี่ปุ่นชมชอบและนิยมปลูกซากุระไว้ชื่นชมาตั้งแต่เมื่อ 1,300 ปีมาแล้ว ก่อนท่จะพัฒนามาเป็นวัฒนธรรมการชมดอกซากุระในเวลาต่อมา