วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
เค้กเนยสดหม้อหุงข้าว
วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557
6 สตรีทรงอิทธิพลของโลก
1.อินทิรา คานธี - สตรีเหล็กแห่งอินเดีย
นางอินทิรา คานธี เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีอินเดียที่ดำรงตำแหน่งถึง 3 วาระติดต่อกัน และเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประเทศอินเดีย เป็นบุตรสาวของนายชวาหระลาล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย นางอินทิรามีบุตรชายสองคน คือ ราชีพ คานธีและสัญชัย คานธี โดยบุตรทั้งสองต่างดำเนินกิจกรรมทางการเมืองสืบต่อจากมารดา
อินทิราปกครองอินเดียได้นานถึง 16 ปี และแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2527 หลังจากถูกองครักษ์ของเธอเองลอบสังหาร สาเหตุเนื่องจากเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างชาวฮินดูกับชาวซิกข์ ซึ่งเรียกได้ว่าการเสียชีวิตของนางอินทิรา คานธีเป็นข่าวสะเทือนไปทั่วโลก
ปัจจุบันสำหรับชาวอินเดียส่วนใหญ่ นางอินทิรายังคงเป็นบุคคลสำคัญที่มีแนวคิดก้าวหน้าและมีอุดมการณ์ ขณะที่บ้านพักของเธอในกรุงเดลี ก็ได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นอนุสรณ์สถานที่สามารถเรียกผู้เข้าชมได้มากถึงวันละ 1 หมื่นคน โดยภายในบ้านพัก ห้องแต่ละห้องก็จะเต็มไปด้วยภาพถ่าย และรางวัลมากมาย รวมทั้งผ้าส่าหรีเปื้อนเลือดที่เธอใช้สวมใส่ในวันที่ถูกยิงเสียชีวิตด้วย
2.ออง ซาน ซูจี - สตรีผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแห่งพม่า
อองซาน ซูจี ผู้เป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของพม่า เป็นหนึ่งในผู้นำกลุ่มต่อต้านผู้นำทหารที่ถือครองอำนาจในพม่า ชีวิตทั้งชีวิตของเธออุทิศให้กับการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศพม่าของเธอ หลังจากชนะการเลือกตั้งทั่วไปในปี 1990 และได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพในปีถัดมา เธอถูกกักขังอยู่แต่ในบ้านก่อนหน้าการเลือกตั้ง เธอถูกคุมตัวอยู่แต่ในบ้านเป็นเวลาเกือบ 15 จาก 21 ปี ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2532 กระทั่งการปล่อยตัวเธอครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 แต่เธอก็ไม่เคยล้มเลิกความตั้งใจที่จะต่อสู้
นอกจากเธอจะได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพใน พ.ศ. 2534 ใน พ.ศ. 2550 ทางรัฐบาลแคนาดายังประกาศให้เธอเป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ของประเทศ ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าบุคคลที่เคยได้รับเกียรตินี้
3.โอปราห์ วินฟรีย์ - สตรีผู้ทรงอิทธิพลต่อวงการสื่อที่สุดคนหนึ่งของโลก
เมื่อเอ่ยชื่อ โอปราห์ วินฟรีย์ (Oprah Winfrey) คงไม่มีใครไม่รู้จัก เธอมีมีชื่อจริงว่า โอปราห์ เกล วินฟรีย์ (Oprah Gail Winfrey) เป็นพิธีกรชื่อดังประเภททอล์คโชว์ รายการ The Oprah Winfrey Show ทอล์คโชว์ที่มีเรทติ้งการชมสูงที่สุดในประวัติศาสตร์รายการโทรทัศน์ และยังเป็นผู้หญิงชาวแอฟริกัน อเมริกันที่รวยที่สุดในศตวรรษที่ 20
เป็นผู้หญิงที่มีอาชีพทางด้านสื่อมานานเกือบ 30 ปี และยังคงเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของโลก เธอได้รับการจัดอันดับให้เป็นคนผิวดำที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งของโลก อีกทั้งยังเป็นหญิงผิวดำที่ใจบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา เธอไม่เพียงเป็นนักจัดรายการ เจ้าแม่วงการสื่อเท่านั้น เธอเป็นนักแสดง ผู้อำนวยการสร้าง โฆษกเป็นเจ้าของหนังสือนิตยสาสน์อีกหลายเล่มด้วยกัน เป็นนักจัดรายการวิทยุ เธอเป็นนักบุญผู้หาทุนช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผู้ยากไร้อยู่เสมอ และนอกจากนี้เธอก็ยังได้รับการลงคะแนนเสียงเป็นผู้หญิงคนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก
4.เลดี้ กาก้า - สตรีผู้โดดเด่น ปลุกความมั่นใจให้กับคนทั้งโลก
'กาก้า' มีภาพลักษณ์ต่อสังคมที่ทำให้เธอดูโดดเด่นไปจากศิลปินอื่นโดยสิ้นเชิง แม้กระทั่งนักวิจารณ์ด้านแฟชั่นบางคนอย่างยกให้กาก้าเป็นเจ้าแม่แห่งวงการแฟชั่น และให้การแต่งตัวของเธอเป็นแรงบันดานใจทุกครั้ง ตั้งแต่กาก้าเข้าวงการปี 2008 เธอก็สร้างเอกลักษณ์ของตนเองขึ้นมาแล้ว โดยในสมัยยุคเดอะเฟม กาก้าก็ก็ภาพลักษณ์ในแบบของตนเอง จนสมัยยุคเดอะเฟมมอนสเตอร์ กาก้ามีลุคที่ประหลาดมากขึ้น การแต่งตัว สีผม การใส่รองเท้ารูปทรงประหลาด โดยเฉพาะในงาน MTV Vma 2010 กาก้าปรากฏกายในชุดเนื้อสด ที่สร้างความประหลาดใจไปทั่วโลก
,k57'ยุคบอร์นดิสเวย์ กาก้าเริ่มเปลี่ยนลุค ในแบบของเธอ โดยแฟชั่นแบบซีลีโคนโหนกที่แหลมออกมาจากใบหน้า และไหล่ ที่ดูเหมือนเอเลี่ยน (ซึ่งเธอมีจุดประสงค์ให้มองในแง่นั้นเพื่อโปรโมทเพลงบอร์นดิสเวย์) การเปลี่ยนสีผม จนยุคล่าสุด อาร์ตป็อป กาก้าเริ่มเปลี่ยนลุคไป เช่น ทำทรงผมให้ฟูเหมือนสิงโต (เธอสื่อถึงวีนัส) ใส่บีกีนี่เปลือกหอย การเปลี่ยนสีผมเป็นสีดำ
ซึ่งไม่อาจแปลกใจที่กาก้าจะมีแฟนเพลงมากอันดับหนึ่งของโลก และนิตยสารหลายฉบับยกให้กาก้าเป็นผู้ทรงอิทธิพลต่อโลก โดยกาก้ามีแฟนคลับจำนวนมาก เธอจึงเรียกแฟนเพลงของเธอว่า "ลิตเติ้ลมอนสเตอร์" (Little Monster) โดยแฟนคลับเธอจะเรียนตัวเธอเองว่า "Mother Monster" หรือในชื่อที่เรียกต่างๆมากมายเช่น Mama Monster, มอนสเตอร์ ตัวแม่, เจ้าแม่แฟชั่น ซึ่งมันทำให้กาก้ามี เอกลักษณ์ในวงการที่แตกต่างจากคนอื่นอย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้กาก้าและแม่ของเธอยังได้จัดตั้งมูลนิธิบอร์นดิสเวย์ขึ้น เพื่อเรียกร้องสิทธิเด็กและเพศที่สาม
5.ทาวี เกวินสัน- บล็อกเกอร์แฟชั่น สาวน้อยผู้มีอิทธิพลต่อความคิดวัยรุ่นทั่วโลก
ทาวี เกวินสันสาวน้อยคนนี้เป็นเจ้าของบล็อก สไตล์รู้กกี้ (http://tavi-thenewgirlintown.blogspot.com) วัย 16 ที่มีแฟนๆ เข้ามาติดตามอัพเดตในเรื่องแฟชั่นต่างๆของเธอ และที่โดดเด่นสำหรับบล็อกของเธอนั้นคงหนีไม่พ้นเรื่องคำวิจารณ์ที่ดุเด็ดเผ็ดมัน เพราะเธอกล้าเขียนคำวิจารณ์แบรนด์ดัง ๆ แบบไม่แคร์ใคร ตรงไปตรงมาจนทำให้มืออาชีพในวงการแฟชั่นหลายๆคนต้องยอมฟังเสียงของสาวน้อยคนนี้
ทั้งนี้เธอยังได้รับเชิญให้ร่วมออกแบบสินค้าให้กับ Target ห้างค้าปลีกระดับยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา และเธอยังโด่งดังถึงขั้นขึ้นปกนิตยสาร Pop ทั้งยังไปแขกรับเชิญนั่งแถวหน้าสุดร่วมกับเหล่าดีไซเนอร์ชื่อดังระดับโลกตามงานแฟชั่นโชว์หลายแห่งทั่วโลกอย่างเวที New York Fashion Week นอกจากนี้แล้วความเห็นด้านแฟชั่นของสาวน้อยนี้ไปปรากฏในนิตยสาร Harper's Bazaar ด้วย ตั้งแต่วัยเพียง 13 ปีเท่านั้น เรียกได้ว่าสาวน้อยผู้นี้เป็นไอดอลให้วัยรุ่นหลายๆคนได้เป็นอย่างดี
6.มาลาลา ยูซาฟไซ - เด็กหญิงวัย 16 นักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีและเด็ก
ยูซาฟไซเป็นเด็กนักเรียนจากเมืองมินโกราในเขตสวัด ประเทศปากีสถาน เธอเป็นที่รู้จักในการศึกษาและการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิสตรีของเธอในหุบเขาสวัด ซึ่งตาลีบันบางครั้งห้ามเด็กหญิงมิให้เข้าศึกษาในโรงเรียนต้นปี 2552 ขณะอายุได้ 11 ปี ยูซาฟไซกลายมาเป็นที่รู้จักผ่านบล็อกที่เธอเขียนให้แก่บีบีซีโดยรายละเอียดกล่าวถึงชีวิตของเธอภายใต้ระบอบตาลีบัน ความพยายามของตาลีบันในการเข้าควบคุมหุบเขา และมุมมองของเธอต่อการสนับสนุนการศึกษาแก่เด็กหญิงฤดูร้อนปีต่อมา
นอกจากนี้ยังมีการถ่ายทำสารคดีของนิวยอร์กไทมส์เกี่ยวกับชีวิตของเธอขณะที่กองทัพปากีสถานเข้าแทรกแซงในภูมิภาค ยูซาฟไซเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น ให้สัมภาษณ์ในสื่อสิ่งพิมพ์และทางโทรทัศน์และรับตำแหน่งประธานสภาเด็กเขตสวัด
นับแต่นั้น เธอได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลสันติภาพเด็กระหว่างประเทศโดยเดสมอนด์ ตูตู และได้รับรางวัลสันติภาพเยาวชนแห่งชาติเป็นคนแรกของปากีสถาน และผลจากการออกมาเคลื่อนไหวของเธอ ทำให้เธอเป็นที่รู้จักจากคนทั่วโลกในฐานะผู้เคลื่อนไหวสิทธิสตรีและเด็ก ซึ่งนอกจากจะทำให้กองกำลังปากีสถานขับกลุ่มตาลีบันออกจากหุบเขาสวัด ในปี 2009 ได้แล้ว ยังทำให้ในปีนี้ มาลาลา ยูซาฟไซ รับรางวัลซาคารอฟ ด้านสิทธิมนุษยชน ปี 2013 นอกจากนี้นิตยสาร TIME ยกให้เป็นบุคคลแห่งปีอันดับสองในฐานะสัญลักษณ์นักต่อสู้ของคนทั่วโลกอีกด้วย.
วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557
5 สัตว์ที่มีความสามารถที่คุณคาดไม่ถึง
ปูน้อยสุดน่ารักที่ถึงแม้จะเป็นสัตว์ขนาดเล็ก และท่าทางของมันออกจะเชื่องช้าไป แถมยังดูไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรสักเท่าไหร่ แต่จริง ๆ แล้วพวกมันปราดเปรียวว่องไวกว่าที่คิด โดยเฉพาะในเวลาตอนกลางคืน เรียกได้ว่าเป็นเวลาที่เจ้าปูเสฉวนลัลล้ามากที่สุดเลยล่ะ อีกทั้งยังสามารถประสานเสียงขับกล่อมเป็นบทเพลงเพราะ ๆ ให้ฟังช่วงฤดูร้อนได้ด้วย และยังมีความสามารถในการเอาตัวรอดได้อย่างยอดเยี่ยมด้วย
คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่าเลี้ยงไก่เอาไว้เพื่อรับประทานเท่านั้น และคำว่า ไก่ สำหรับชาวต่างชาติมีความหมายในเชิงลบ แต่แท้ที่จริงแล้วไก่เป็นสัตว์อีกหนึ่งชนิดที่มีความว่องไวฉลาด และเป็นเพื่อนที่แสนน่ารักไม่แพ้แมวกับสุนัขเลย นอกจากนี้ยังเรียนรู้ทักษะต่าง ๆ ที่เจ้าของสอนได้รวดเร็วอีกด้วย
สัตว์ที่ใคร ๆ ต่างคิดว่ามันเชื่องช้า แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกมันบางตัวมีความเร็วในการเคลื่อนตัวรวดเร็วกว่าที่คิด นอกจากนี้หากลองมองเต่าดี ๆ สักครั้งก็จะเห็นว่า ใบหน้าพวกมันแสดงอารมณ์ต่าง ๆ ได้เหมือนกัน ทั้งหน้ายิ้มแบบคนมีความสุข หรือบูดบึ้งแบกำลังโกรธ
ปลาที่เราจะพูดถึงไม่ใช่เหล่าปลาทองแบบที่คนทั่วไปเลี้ยงกันหรอกนะ แต่เราหมายถึงปลาปักเป้าซึ่งมาพร้อมกับความน่ารักและอีกหลากหลายความสามารถโดยเฉพาะการพองตัวเวลาป้องกันตัว กับปุ่มเล็ก ๆ ที่ตั้งตัวขึ้นกลายเป็นหนามแหลม เมื่อมีภัยเข้ามาในระยะประชิด และเมื่อรู้สึกถึงความอันตราย นอกจากนี้ยังเป็นป.ปลาตากลมที่มีหน้าตาบ๊องแบ๊วสุด แถมดูอารมณ์ดีตลอดเวลาด้วย
นกปากขอขนาดเล็กถูกจัดอยู่ในสายพันธุ์เดียวกับนกกระตั้ว ที่มาพร้อมกับสีสันอันสดใส ซึ่งไม่ได้มีดีแค่ความสวยงามเท่านั้น แต่นกคอกคาเทลเป็นสัตว์อีกหนึ่งชนิดทีมีความสามารถในการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วมาก ๆ เลยทีเดียว
วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557
เฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน
เฟอร์ดินานด์ มาเจลลัน (อังกฤษ: Ferdinand Magellan), ฟืร์เนา ดึ มากัลไยช์ (โปรตุเกส:Fernão de Magalhães) หรือ เฟร์นันโด เด มากายาเนส (สเปน: Fernando de Magallanes) เป็นนักเดินเรือชาวโปรตุเกส มีชีวิตอยู่ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถและสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แห่งกรุงศรีอยุธยา เขาเกิดที่เมืองซาบรอซา ทางภาคเหนือของประเทศโปรตุเกส หลังจากรับราชการทหารที่อินเดียตะวันออกและโมร็อกโก มาเจลลันได้เสนอตัวทำงานให้กับพระเจ้าชาลส์ที่ 1 แห่งสเปนเพื่อค้นหาเส้นทางเดินเรือทางทิศตะวันตกสู่ "หมู่เกาะเครื่องเทศ" (หมู่เกาะโมลุกกะในประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน) เขาจึงได้รับสัญชาติสเปนด้วย
มาเจลลันได้เดินเรือออกจากเมืองเซบียาในปี พ.ศ. 2062 การเดินทางในช่วง พ.ศ. 2062-2065 ของเขาเป็นการเดินเรือจากมหาสมุทรแอตแลนติกเข้าสู่มหาสมุทรที่มาเจลลันตั้งชื่อว่า "แปซิฟิก" เป็นครั้งแรก และยังเป็นการเดินทางรอบโลกครั้งแรกอีกด้วย แต่ตัวมาเจลลันเองไม่ได้เป็นผู้นำการเดินเรือรอบโลกตลอดเส้นทาง เนื่องจากถูกชนพื้นเมืองฆ่าตายที่เกาะมักตันในหมู่เกาะฟิลิปปินส์เสียก่อน (อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้มาเจลลันเคยเดินทางจากยุโรปไปทางตะวันออกสู่คาบสมุทรมลายูมาแล้ว จึงเป็นนักสำรวจคนแรก ๆ ที่เดินทางข้ามเส้นเมอริเดียนเกือบทุกเส้นบนโลก) จากลูกเรือ 237 คนที่ออกเดินทางไปกับเรือ 5 ลำ มีเพียง 18 คนที่สามารถเดินเรือรอบโลกได้สำเร็จและกลับไปสเปนได้ในปี พ.ศ. 2065นำโดยควน เซบัสเตียน เอลกาโน นักเดินเรือชาวบาสก์ซึ่งทำหน้าที่บัญชาการเดินเรือแทนมาเจลลัน ส่วนลูกเรือลำอื่น ๆ อีก 16 คนมาถึงสเปนในภายหลัง โดย 12 คนในจำนวนนี้ถูกโปรตุเกสคุมตัวที่หมู่เกาะเคปเวิร์ด (กาบูเวร์ดี) ระหว่าง พ.ศ. 2068-2070 และอีก 4 คนเป็นผู้รอดชีวิตจากเรือตรีนีดัดที่เดินทางไปด้วย แต่เรือแตกในหมู่เกาะโมลุกกะ
ชื่อของมาเจลลันยังถูกนำไปตั้งเป็นชื่อของ "เพนกวินมาเจลลัน" ซึ่งเชื่อกันว่าเขาเป็นชาวยุโรปคนแรกที่ค้นพบ, "เมฆมาเจลลัน" ซึ่งเขาสังเกตเห็นระหว่างการเดินเรือ ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันแล้วว่าที่จริงเมฆนี้เป็นกลุ่มดาราจักรแคระใกล้กับดาราจักรทางช้างเผือก, "ช่องแคบมาเจลลัน" เส้นทางที่มาเจลลันใช้เดินเรือเข้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิก และ "ยานมาเจลลัน" ยานสำรวจที่องค์การนาซาส่งไปสำรวจดาวศุกร์ในช่วงปี พ.ศ. 2533-2534
วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2557
19 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับดิสนีย์
1. สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ใช้เวลาสร้างทั้งหมดภายในเวลา 365 วันหรือไม่เกิน 1 ปีเท่านั้น !!!
2. งบประมาณที่ใช้สร้างดิสนีย์แลนด์ในตอนนั้นเท่ากับ 17 ล้านดอลลาร์ แต่ถ้าหากเทียบเป็นค่าเงินของปัจจุบันจะมีค่า 138 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4,140 ล้านบาท
3. ปัญหาใหญ่ในช่วงที่เปิดทำการใหม่ๆ ของดิสนีย์แลนด์คือ เรื่องแมลงที่บินไปบินมาทำความรำคาญให้แก่แขกที่มาเที่ยว ดังนั้นทางดิสนีย์แลนด์ได้นำแมลงชนิดหนึ่งกว่า 2,000 ตัวที่มีขนาดเล็กมากจนมนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเข้ามาปล่อยในสวนสนุก เพื่อให้แมลงตัวเล็กมากๆ ที่ว่านี้ ไล่กินแมลงที่บินไปบินมา ทั้งๆ ที่พวกมันตัวใหญ่กว่า (เป็นไปได้เหรอนี่)
4. ในสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ไม่มีขายหมากฝรั่งเพราะต้องการจะรักษาความสะอาดพื้นที่ภายในสวนสนุก และเป็นการป้องกันไม่ให้แขกที่มาเที่ยวเผลอเหยียบหมากฝรั่ง
5. ในสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ มีพนักงานทั้งหมดมากกว่า 20,000 คน !!! หากรวมกันทั้งหมดแล้ว พวกเขาสามารถพูดได้มากกว่า 30 ภาษา
6. คุณสามารถถือกระดาษและปากกา เดินเข้าไปขอลายเซ็นตัวมาสคอตหรือตัวการ์ตูนของวอลท์ดิสนีย์ได้โดยไม่มีใครมองว่าเป็นเรื่องแปลก ประดุจว่าพวกเขาเป็นซุปเปอร์สตาร์ตัวจริง
7. ถ้าไม่อยากต่อแถวซื้อตั๋วนาน หรือไม่อยากเบียดกับคนเยอะ แนะนำให้ไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ช่วงวันอังคารตอนเย็น
8. หากเดินไปเดินมาในดิสนีย์แลนด์ คุณอาจจะพบแมวเดินไปเดินมา รวมๆ แล้วน่าจะมากกว่า 100 ตัว จริงๆ แล้วไม่ใช่แมวของใครที่ไหนหรอก ดิสนีย์แลนด์เลี้ยงพวกมันไว้เพื่อช่วยจับหนูนั่นเอง
9. คุณสามารถฉลองวันเกิดแบบน่ารักๆ ได้ที่ดิสนีย์แลนด์ เริ่มจากตอนซื้อตั๋ว ให้บอกพนักงานขายตั๋วก่อนว่าวันนี้เป็นวันเกิด จากนั้นพนักงานจะพาเราไปยัง City Hall ในสวนสนุก (คล้ายๆ จุดประชาสัมพันธ์) และจะบอกแก่มาสคอตที่อยู่ใน City Hall ว่า วันนี้เป็นวันเกิดของแขกคนนี้นะ จากนั้น มาสคอตจะแปะสติ๊กเกอร์วันเกิดให้เรา และถ้าเราเดินไปในสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ไม่ว่ามุมไหนๆ ถ้ามาสคอตตัวอื่นๆ เห็นสติ๊กเกอร์นี้ที่เราแปะอยู่ ก็จะร้องเพลง “happy birthday!” ให้เรา !!!!! โอ๊ยยยย น่ารักปะล่ะ !!!!
10.?หากคุณไปซื้อกาแฟมาจากร้านใดร้านหนึ่งในดิสนีย์แลนด์ เมื่อดื่มหมด สามารถนำถ้วยกาแฟนั้นไปขอเติมกาแฟเพิ่มจากร้านใดก็ได้ในสวนสนุกแห่งนี้ !! ถือเป็นการตอบแทนแขกที่ช่วยลดการใช้ถ้วยกาแฟนั่นเอง
11. ในแต่ละคืนที่ดิสนีย์แลนด์จุดพลุโชว์นั้น ใช้งบประมาณตกคืนละประมาณ $41,000 หรือประมาณ 1,230,000 บาท
12. การทำความสะอาดสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ต้องใช้ไม้กวาดกว่า 1,000 ด้าม ที่โกยขยะกว่า 500 อัน และไม้ถูพื้นกว่า 3,000 ด้าม โดยเฉพาะในช่วงสุดสัปดาห์นั้น มีขยะมากกว่าวันละ 30 ตันเลยทีเดียว พนักงานจะต้องทำความสะอาดทุกๆ วันหลังจากสวนสนุกปิดแล้ว
13. ในแต่ละปีจะต้องใช้สีกว่า 5,000 แกลลอนเพื่อทาให้สวนสนุกดิสนีย์แลนด์ดูใหม่และสดใสอยู่เสมอ
14. มีการจ้างพนักงานประจำที่เป็นช่างไฟ จำนวนมากกว่า 50 คน
15. ในดิสนีย์แลนด์มีต้นไม้มากกว่า 800 สายพันธุ์จากกว่า 40 ประเทศ โดยมีต้นไม้รวมทั้งหมดประมาณ 17,000 ต้น ไม้พุ่มอีกประมาณ 100,000 ต้น อาจจะเรียกได้ว่า ดิสนีย์แลนด์ถือเป็นสวนพฤกษชาติแห่งหนึ่งที่มีพืชพรรณหลากหลายมากที่สุดในอเมริกาฝั่งตะวันตก
16. เพลงที่เปิดในสวนสนุกดิสนีย์แลนด์นั้น จะเปิดอยู่เรื่อยๆ ทั้งวันทั้งคืนไม่มีวันปิด !! เพราะหากเปิดในตอนเช้า ปิดในตอนกลางคืน และเปิดใหม่ในอีกวัน จะยิ่งเป็นการเปลืองเงินมากกว่าการเปิดโดยไม่ปิดเลย (น่าจะคล้ายๆ แอร์ที่ถ้าปิดๆ เปิดๆ บ่อย ค่าไฟจะยิ่งแพงหรือเปล่า ?) เวลาเดียวที่เพลงในสวนสนุกจะปิดก็คือเวลาที่ระบบเสียงพังนั่นเอง แต่ที่น่าเหลือเชื่อคือ หากมีระบบไฟขัดข้อง ทำให้เครื่องเล่นหยุดทั้งสวนสนุก แต่เพลงที่เปิดอยู่ก็จะไม่ดับ !!
17. น้ำอัดลมโคคาโคล่าที่มีขายในดิสนีย์แลนด์นั้น รู้หรือไม่ว่า ทางสวนสนุกไม่ต้องจ่ายเงินให้กับบริษัทโคคาโคล่า !! เพราะมีการทำสัญญากันว่า ดิสนีย์แลนด์จะได้รับน้ำอัดลมจากทางโคคาโคล่าฟรีไปตลอด ตราบใดที่ดิสนีย์แลนด์ไม่จำหน่ายน้ำอัดลมยี่ห้ออื่นๆ ดังนั้น แน่นอนว่า คุณอาจไม่สามารถหาดื่มเป๊ปซี่ได้ที่นี่
18. ในร้านขายของที่ระลึกของวอล์ทดิสนีย์ (ไม่นับร้านขายอาหารข้างนอก) สามารถทอนเงินเป็นสกุลใดๆ ในโลกนี้ก็ได้ เช่น หากมีลูกค้าซื้อของแล้วจ่ายเป็นเงินเยน พนักงานก็จะทอนให้เป็นเงินเยน หรือหากขณะนั้น พนักงานไม่มีเงินเยนจะทอน ก็จะโทรไปหาร้านแลกเงินเพื่อให้นำเงินเยนมาส่งให้ทันที
19. ในดิสนีย์แลนด์มี “คุก” ส่วนตัวไว้ขังคนที่ทำผิด เช่น หัวขโมยที่เข้ามาขโมยของ โดยจะขังไว้จนกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมารับตัวไปดำเนินการต่อ
วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
เทคนิคการอ่านภาษาอังกฤษ
ก่อนอื่นถ้าอยากเป็นนักอ่าน(ภาษาอังกฤษ) ที่เก่ง ต้องปรับทัศนคติในเรื่อง "สื่อ" ก่อน ต้องเปิดใจอ่านสื่อให้ได้ทุกประเภท สื่อภาษาอังกฤษที่มีอยู่ในไทยมีเยอะทีเดียวค่ะ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ นิตยสาร/วารสารภาษาอังกฤษ โบรชัวร์ภาษาอังกฤษ หรือเว็บไซต์-บล็อค-ข่าว จากเว็บนอก ทุกสื่อคือแหล่งเรียนรู้ชั้นเยี่ยมเลยค่ะ
นอกจากสื่อแล้ว "เรื่อง"ที่จะอ่านก็เลือกไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแนวไหนก็ให้ความรู้เราได้ทั้งนั้น จะนิยาย บทความ คอลัมน์ ข่าว หรือแม้กระทั่งพวกประกาศต่างๆ งานเขียนแต่ละประเภทจะมีคลังศัพท์ที่ใช้ต่างกัน ก็เหมือนภาษาไทยนั่นแหละค่ะ ภาษาข่าวเป็นแบบนึง นิยายก็ใช้ภาษาที่ให้อรรถรสอีกแบบนึง
ดังนั้น พยายามฝึกตัวเองให้เข้าหาสื่อและเข้าถึงทุกกลุ่มประเภทของงานเขียน อันไหนที่ไม่ชอบในช่วงแรกก็อ่านน้อยหน่อยแล้วค่อยๆ ฝึกตัวเองต่อไป ท่านผู้อ่าน อาจจะสงสัยว่าการอ่านมากๆ นี่ช่วยอะไร? คำตอบก็คือ ฝึกความเร็วในการอ่าน และจะทำให้เราชินกับสำนวนภาษาอังกฤษที่ใช้ในงานเขียนแต่ละประเภทด้วย ถ้าเราเข้าใจหลักการเบื้องต้นตรงนี้ ท่านผู้อ่าน ก็จะเข้าใจเนื้อหาได้ไม่ยากจ้า