วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
เทคนิคการอ่านภาษาอังกฤษ
ก่อนอื่นถ้าอยากเป็นนักอ่าน(ภาษาอังกฤษ) ที่เก่ง ต้องปรับทัศนคติในเรื่อง "สื่อ" ก่อน ต้องเปิดใจอ่านสื่อให้ได้ทุกประเภท สื่อภาษาอังกฤษที่มีอยู่ในไทยมีเยอะทีเดียวค่ะ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ นิตยสาร/วารสารภาษาอังกฤษ โบรชัวร์ภาษาอังกฤษ หรือเว็บไซต์-บล็อค-ข่าว จากเว็บนอก ทุกสื่อคือแหล่งเรียนรู้ชั้นเยี่ยมเลยค่ะ
นอกจากสื่อแล้ว "เรื่อง"ที่จะอ่านก็เลือกไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแนวไหนก็ให้ความรู้เราได้ทั้งนั้น จะนิยาย บทความ คอลัมน์ ข่าว หรือแม้กระทั่งพวกประกาศต่างๆ งานเขียนแต่ละประเภทจะมีคลังศัพท์ที่ใช้ต่างกัน ก็เหมือนภาษาไทยนั่นแหละค่ะ ภาษาข่าวเป็นแบบนึง นิยายก็ใช้ภาษาที่ให้อรรถรสอีกแบบนึง
ดังนั้น พยายามฝึกตัวเองให้เข้าหาสื่อและเข้าถึงทุกกลุ่มประเภทของงานเขียน อันไหนที่ไม่ชอบในช่วงแรกก็อ่านน้อยหน่อยแล้วค่อยๆ ฝึกตัวเองต่อไป ท่านผู้อ่าน อาจจะสงสัยว่าการอ่านมากๆ นี่ช่วยอะไร? คำตอบก็คือ ฝึกความเร็วในการอ่าน และจะทำให้เราชินกับสำนวนภาษาอังกฤษที่ใช้ในงานเขียนแต่ละประเภทด้วย ถ้าเราเข้าใจหลักการเบื้องต้นตรงนี้ ท่านผู้อ่าน ก็จะเข้าใจเนื้อหาได้ไม่ยากจ้า
วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2557
The Paris Carnival
Modern day carnival
In 1997 the carnival was restarted by the Les Fumantes de Pantruches and Droit à la Culture groups. They are still quite active and hold several events each year - Carnaval de Paris and the Carnaval des Femmes de Paris,[2] of which the poster on this page is an example.
Since 2002 a Carnaval has also been run by MACAQ - the Movement for the Cultural and Artistic Liveliness of the Quarter.[3] There were around 1500 participants in 2007, with 10,000 spectators, which grew to 15,000 participants and 40,000 spectators in 2009, according to the organizers. In 2010 the carnival coincided withValentine's Day and Chinese New Year, the theme was improbable couples. It set off from Place Gambetta and went via Belleville, where it met the Chinese New Year parade,[4] to République, before arriving at Hôtel de Ville.[5]
Fête de la Musique 2014
The Fête de la Musique takes off with more than 100 stage venues! This import hit from France encourages amateur musicians and professional musicians, young and old alike, to take up their instruments every year on June 21 and perform their music for free to the public at free concerts. Thanks to the ban on street music being lifted on this day from 4:00pm to 10:00pm, music can be played throughout Berlin on public streets, squares, and parks without electricity or amplifiers.
Come and experience a musical journey of discovery
Both long-standing styles and new surprises can be discovered over the whole range of musical styles. Classical and choir music, electro and hiphop, jazz, rock, pop, reggae, and ska, world music, punk, and chanson. The festival begins at 4:00pm on the streets of Berlin. From 10:00pm, the music continues in indoor venues. The current programme and participating venues will be published by the middle of May at fetedelamusique.de .
Berlin Fête de la Musique: hot spots across the whole city
Almost all districts regularly take part in the Fête de la Musique. Musical “clusters” close together can be found in Spandau, where the festival runs throughout the old town, along Revaler Strasse in Friedrichshain, Karl-Marx-Allee and Friedrichstraße, Unter den Linden and at Rosa-Luxemburg-Platz. Another hot spot is certainly the large stage in Mauerpark.
The history of the Fête de la Musique
The Fête de la Musique first began in 1982 in France to give exposure to the large number of musicians in the country. The festival does not have any artistic management; rather it is based on the public’s participation. Some people make performance venues available, others make their music, and everyone comes to listen, dance, and celebrate. Today, the festival is celebrated globally in more than 340 cities. Berlin has been one of them since 1995.
วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2557
ความลับเรื่องแมวที่คุณอาจไม่เคยรู้
เผย 9 ความลับเรื่องแมวที่คุณอาจไม่เคยรู้ เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
แมว เป็นสัตว์อีกหนึ่งชนิดที่ปรากฏอยู่ในเรื่องเล่าต่าง ๆ มากมาย และถูกเล่าต่อกันมาจนกลายเป็นความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อทางด้านศาสนา ประวัติศาสตร์ หรือนิสัยของแมวบางอย่างที่ยังคงเป็นปริศนาอยู่ หลาย ๆ คนอยากรู้ว่า สัตว์ที่ดูนิ่งเงียบ ลักษณะท่วงท่าการเดินที่สง่างามเหล่านี้ มีความลับอะไรที่เจ้าของอย่างเรา ๆ ยังไม่รู้อีกหรือไม่ วันนี้เราก็เลยนำความลับของแมวมาเปิดเผยกันค่ะ
1. เชื่อว่าแมวจะขโมยลมหายใจของทารก จริง ๆ แล้วแมวไม่ได้มีเจตนาร้ายใด ๆ กับทารกของคุณหรอกนะคะ เพียงแต่ว่าพวกมันชอบหาที่อบอุ่น ๆ และสบาย ๆ นอน ซึ่งลมหายใจของทารกเป็นอุณหภูมิที่แมวต้องการพอดี ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้แมวชอบเข้าไปคลุกคลีกับทารกบ่อย ๆ เท่านั้นเอง แต่ทั้งนี้คุณก็ไม่ควรให้แมวเข้าใกล้ทารกของคุณมากเกินไปเพราะเด็กอาจจะติดเชื้อโรค หรืออาจจะทำให้ทารกเกิดภูมิแพ้ได้
2. เชื่อว่าผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรเลี้ยงแมว จริง ๆ แล้วผู้หญิงที่ตั้งครรภ์นั้นไม่ควรสัมผัสตัวแมว หรือทำอะไรเกี่ยวกับแมวบ่อยนัก เพราะอาจจะทีโอกาสติดเชื้อท็อกโซพลาสโมซิสจากแมวได้ โดยเฉพาะในช่วงสามเดือนแรก ซึ่งหากทารกติดเชื้ออาจจะเกิดอาการสมองบวมน้ำ ประสาทตาอักเสบ หรืออารมณ์ผิดปกติ ฉะนั้นหญิงตั้งครรภ์จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสตัวแมว และของใช้ที่เกี่ยวกับแมวทั้งหมดดีกว่า
3. เชื่อว่าแมวดำคือสัญลักษณ์ของความโชคร้าย จากผลการสำรวจผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ในปี 2000 พบว่าผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่เกิดจากการสัมผัสแมวขอสีดำ หรือแมวขนสีเข้มมากกว่าแมวขนสีอ่อน ๆ ถึง 4 เท่า นั่นเป็นเพราะว่าตามผิวหนัง และในน้ำลายของพวกแมวขนสีดำ หรือแมวขนสีเข้มมีสารสำคัญในการก่อภูมิแพ้ที่เรียกว่า Fel.d1 สะสมอยู่มากกว่าแมวขนสีอ่อน ด้วยสาเหตุนี้เองที่ทำให้หลาย ๆ คนเชื่อว่าแมวดำจะความโชคร้ายมาให้นั่นเอง
4. เชื่อว่าแมวมี 9 ชีวิต ความเชื่อที่ว่าแมว มี 9 ชีวิตนั้นถูกเล่าขานเป็นตำนานกันออกไปต่าง ๆ นานาทั่วทุกมุมโลก ไม่ว่าจะเป็นในประเทศแถบยุโรป เอเชีย อเมริกา หรือแอฟริกา โดยเฉพาะในประเทศอียิปต์ที่นับถือว่า แมวเป็นตัวแทนของเทพเจ้าเลยทีเดียว เหตุที่ทำให้ผู้คนต่างคิดว่าแมวมี 9 ชีวิตอาจจะเนื่องมาจากว่า ลำตัวของแมวมีความยืดหยุ่นสูง จึงทำให้สามารถกระโดดจากที่สูงได้โดยไม่บาดเจ็บ และแมวก็สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องอาศัยอยู่กับผู้คนเท่านั้นเอง
5. เชื่อว่าแมวสามารถลงพื้นได้อย่างปลอดภัยทุกครั้ง ถึงแม้แมวจะมีร่างกายที่ยืดหยุ่นสูง แต่ก็ใช่ว่าพวกมันจะกระโดดลงจากที่สูงลงมาได้อย่างปลอดภัยเสมอไป เพราะแมวก็มีสิทธิ์พลาด และพลั้งเผลอตกลงมาได้เช่นกัน ดังนั้นในบางครั้งแมวก็มีโอกาสเกิดบาดแผล และเกิดอาการบาดเจ็บได้เช่นกัน
6. เชื่อว่าเสียงครางหมายถึงแมวกำลังมีความสุข เสียงครางเป็นเสียงแรกที่แมวสามารถทำได้ ตั้งแต่อายุน้อย เพราะในขณะนั้นพวกมันไม่สามารถทำเสียงสูง หรือเสียงต่ำได้ จึงทำให้คุณได้ยินเสียงครางบ่อย ๆ และเข้าใจว่าแมวกำลังมีความสุข ฉะนั้นเสียงครางจึงไม่ได้หมายความว่าพวกมันกำลังมีความสุขเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่อาจจะกำลังสื่อสารให้คุณรู้ว่าพวกมันกำลังป่วย หรือบาดเจ็บอยู่ก็เป็นได้
7. เชื่อว่าแมวไม่ชอบน้ำ ก็ใช่ว่าแมวทุกตัวจะกลัว หรือไม่ชอบน้ำเสมอไปหรอกนะคะ เพราะแมวบางตัวก็ชอบเล่นน้ำเหมือนกัน อย่างเช่นแมวสายพันธุ์ เตอร์กิชแวน ที่รักการว่ายน้ำเป็นชีวิตจิตใจ จนได้รับฉายาว่า "Swimming cat" เลยทีเดียว แต่ที่เราเห็นว่าแมวเลี้ยงส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าใกล้จุดที่มีแหล่งน้ำสักเท่าไหร่ ก็เพราะแมวคิดว่ามันไม่คุ้มกับการที่จะต้องหาเรื่องทำให้ตัวเองเปียก เพื่อแลกกับปลาตัวเล็ก ๆ ในสระ ทั้ง ๆ ที่มีอาหารจานใหญ่รออยู่ตรงหน้าแล้วนั่นเอง
8. เชื่อว่าแมวเป็นสัตว์หากินกลางคืน นั่นเป็นเพราะสายตาของแมวสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ผ่านแสงสว่างน้อย ๆ หรือความมืดในกลางคืนได้ดีกว่าแสงสว่างในตอนกลางวัน โดยเฉพาะในช่วงเวลาโพล้เพล้ หรือใกล้ค่ำ จะเป็นเวลาที่เหมาะกับการล่าเหยื่อมากที่สุด แต่ก็ใช่ว่าแมวจะสามารถมองเห็นแม้ในที่มืดสนิทได้หรอกนะ
9. เชื่อว่าแมวชอบความสันโดษ ถึงแม้แมวจะได้อยู่รวมกันเป็นฝูงเหมือนสัตว์ชนิดอื่น ๆ แต่พวกมันก็จะอาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณเดียวกัน หรือบริเวณใกล้ ๆ กับแหล่งอาหารของพวกมันนั่นเอง โดยเฉพาะแมวเพศผู้ที่มีอายุประมาณ 18 เดือนขึ้นไป ก็จะออกไปหากินตัวเดียวมากกว่าแมวเพศเมีย ดังนั้นหากคุณไม่อยากให้แมวที่คุณเลี้ยงหนีออกไปอยู่นอกบ้าน ก็ควรจะเลี้ยงแมวตั้งแต่พวกมันอายุ 8 - 10 เดือน และควรเลี้ยงสองตัวขึ้นไป ก็จะทำให้พวกมันมีนิสัยอยู่ติดบ้านมากกว่า เลี้ยงแมวมีอายุ หรือเลี้ยงแมวแค่เพียงตัวเดียว หลังจากที่เรานำคำตอบมาเฉลยกันแล้ว ก็อุ่นใจขึ้นได้แล้วใช่ไหมคะว่าแมวเป็นแค่สัตว์เลี้ยงตัวเล็ก ๆ ตาใส ๆ เท่านั้นไม่ได้มีพิษสง หรือซ่อนความลึกลับอะไรเอาไว้เลย ต่อไปหากกำลังคิดจะเลี้ยงสัตว์กัน ก็น่าจะมีแมวน่ารัก ๆ เอาไว้ที่บ้านสักตัวนะคะ
วันพุธที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า
สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา (อังกฤษ: Bermuda Triangle) หรืออาจรู้จักกันในชื่อ สามเหลี่ยมปีศาจ (อังกฤษ: Devil's Triangle) เป็นพื้นที่สมมุติทางตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ซึ่งมีการอ้างว่าอากาศยานและเรือผิวน้ำจำนวนหนึ่งหายสาบสูญไปโดยหาสาเหตุมิได้ในบริเวณดังกล่าว วัฒนธรรมสมัยนิยมได้ให้เหตุผลของการหายสาบสูญว่าเป็นเรื่องของปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติหรือกิจกรรมของสิ่งมีชีวิตนอกโลก[1]หลักฐานซึ่งบันทึกไว้ได้ระบุว่า เหตุการณ์การหายสาบสูญของอากาศยานและเรือผิวน้ำส่วนใหญ่ได้รับรายงานอย่างไม่ถูกต้องหรือถูกเสริมแต่งโดยนักประพันธ์ในช่วงหลัง และหน่วยงานของรัฐหลายแห่งได้กล่าวว่า จำนวนและธรรมชาติของการหายสาบสูญไปในพื้นที่ดังกล่าวก็มีลักษณะเช่นเดียวกับการหายสาบสูญไปในมหาสมุทรส่วนอื่น ๆ ของโลก
วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
ทำไมเรียกประเทศเนเธอร์แลนด์ว่าฮอลแลนด์?
ทำไมเรียกประเทศเนเธอร์แลนด์ว่าฮอลแลนด์?
คำตอบ ถ้าให้เดาแบบเด็ก ๆ คงตอบว่า ชื่ออย่างเป็นทางการของประเทศนี้คือ "เดอะเนเธอร์แลนด์” (the Netherlands) แต่ "ฮอลแลนด์" (Holland) นั้นใช้เพื่อช่วยให้นักทำแผนที่ใส่ชื่อประเทศลงในอาณาเขตอันค่อนข้างจำกัดได้ง่ายขึ้น อันที่จริงชื่ออย่างเป็นทางการของประเทศ คือ เนเดอร์แลนด์ (Nederland) เป็นชื่อที่ชาวพื้นเมืองใช้เรียกประเทศตน ส่วนคำว่า “เนเธอร์แลนด์" นั้นเป็นคำภาษาอังกฤษที่ใกล้เคียงกับภาษาพื้นเมืองที่สุด คำว่า "เนเธอร์" แปลว่า ต่ำกว่าพื้นผิวโลก ที่ตั้งของประเทศอันเป็นพื้นที่ลุ่มเต็มไปด้วยหนองบึงใกล้ปากแม่น้ำไรน์จึงเป็นที่มาของชื่อประเทศซึ่งเป็น "ประเทศต่ำ หรือ “the Low Countries" นั่นเอง ชื่อในภาษาเยอรมัน "Niederlande" และชื่อในภาษาฝรั่งเศส "les PaysBas” ต่างแปลความหมายอย่างตรงตัวมาจาก “ประเทศต่ำ" ทั้งสิ้นแล้วทำไมต้อง “ฮอลแลนด์” ? ฮอลแลนด์เป็นชื่อของมณฑลหนึ่ง ไม่ใช่ประเทศทั้งหมดในศตวรรษที่ ๑๖-๑๘ ฮอลแลนด์เป็นมณฑลที่สำคัญที่สุดทางด้านการค้า ประชากรในมณฑลจึงภาคภูมิใจและจงรักภักดีต่อมณฑลของตนมากกว่าชาติโดยรวมเสียอีก ความสำคัญของฮอลแลนด์โดดเด่นขึ้นเป็นลำดับ (ในทำนองเดียวกับที่ครั้งหนึ่งสหภาพโชเวียตเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “รัสเซีย”) จนในที่สุด ฮอลแลนด์เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง เป็นตัวแทนของเนเธอร์แลนด์ทั้งประเทศ
วันอังคารที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2557
10 ผลไม้ดีมีประโยชน์
10 อันดับผลไม้กินแล้วไม่อ้วนผลไม้ 10 ชนิดต่อไปนี้ จัดเป็นผลไม้ที่อุดมด้วยวิตามินและเกลือแร่ และ กินได้บ่อยๆ แบบไม่ต้องกลัวอ้วน ทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์และเพิ่มภูมิคุ้มกันอีกด้วย ผลไม้ทั้ง 10 ชนิดนี้มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตเฉลี่ย 1.9 – 10 กรัมต่อน้ำหนัก 100 กรัม โดยอะโวกาโดมีคาร์โบไฮเดรตต่ำสุด แอปเปิลมีคาร์โบไฮเดรตสูงสุดกีวี - มีสารแอกทินิดีน ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทำให้หัวใจแข็งแรงมะเขือเทศ - ช่วยลดความเสียงจากมะเร็งและโรคหัวใจมะละกอ – ช่วยย่อยอาหารและโปรตีนอะโวกาโด – ช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็งชนิดต่างๆ ได้ถึง 30 ชนิดสับปะรด – ช่วยต้านเชื้อไวรัสและแบคทีเรียผลไม้จำพวกเบอร์รี่ – เช่น สตอเบอร์รี่ แบลคเบอร์รี่ ผลไม้กลุ่มนี้ดีต่อระบบไหลเวียนโลหิตแครนเบอร์รี่ – ช่วยป้องกันนิ่วในไต ต้านเชื้อไวรัสผลไม้ตระกูลส้ม – ช่วยลดคอเลสเตอรอล และไขมันในเส้นเลือดผลไม้กลุ่มแตง – มีสรรพคุณสูงสุดในการล้างพิษให้กับร่างกายแอปเปิ้ล – ช่วยทำความสะอาดระบบย่อยอาหารการกินผลไม้ กินแล้วดี มีประโยชน์มากมาย แต่บางครั้งก็ต้องเลือกกิน และกินในปริมาณที่พอดี เพราะมีผลไม้บางชนิดที่มีน้ำตาลสูง ซึ่งอาจจะทำให้อ้วนได้ผลไม้ที่กิน แล้วอ้วนสุด ๆ คือ กล้วยไข่อันดับ
2 คือ กล้วยน้ำว้าอันดับ
3 คือ ขนุนอันดับ
4 คือ กล้วยหอมอันดับ
5 คือ มะม่วงน้ำดอกไม้สุกอันดับ
6 คือ ลำไยกะโหลกเขียวอันดับ
7 คือ ลองกองอันดับ 8 คือ เงาะอันดับ 9 คือ ลางสาดอันดับสุดท้ายน้ำตาลน้อยสุด คือ ละมุดแต่ ทุเรียน ก็เป็นผลไม้ ที่ขึ้นชื่อว่ามีน้ำตาลสูงมาก ๆ ใครที่กินรับรองอ้วนแน่ ส่วนผลไม้ที่กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน ได้แก่ แอปเปิ้ล ชมพู่ ฝรั่ง มะม่วงดิบ มะละกอ และ แตงโมรู้อย่างนี้แล้ว ถ้าไม่อยากอ้วนจนเกินไป ลองหาผลไม้ที่กินแล้วไม่อ้วนมากินกันได้.
10 อันดับ ผลไม้ไทยที่มีสารต้านมะเร็งสูง กรมอนามัยวิจัย 10 ผลไม้ไทย มีสารต้านมะเร็งสูง นางนัทยา จงใจเทศ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า จากการทำวิจัย “องค์ความรู้เรื่องปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในผลไม้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ (วิตามินซี วิตามินอี และ เบต้าแคโรทีน) ในผลไม้” ที่ทำการศึกษาในผลไม้ 83 ชนิด พบว่าผลไม้ 10 อันดับแรกที่มีเบต้าแคโรทีนสูงคือ 1. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก 2. มะเขือเทศราชินี 3. มะละกอสุก 4. กล้วยไข่ 5. มะม่วงยายกล่ำ 6. มะปรางหวาน 7. แคนตาลูปเนื้อเหลือง 8. มะยงชิด 9. มะม่วงเขียวเสวยสุก 10. สับปะรดภูเก็ต ผลไม้ทั้งหมดนี้มีเนื้อสีเหลืองและสีเหลืองเข้มส่วนผลไม้ที่ไม่มีเบต้าแคโรทีนเลย 1. แก้วมังกร 2. มะขามเทศ 3. มังคุด 4. ลิ้นจี่ 5. สาลี่ 10 อันดับแรกของผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงคือ 1. ฝรั่งกลมสาลี่ 2. ฝรั่งไร้เมล็ด 3. มะขามป้อม 4. มะขามเทศ5. เงาะโรงเรียน 6. ลูกพลับ 7. สตรอเบอร์รี่ 8. มะละกอสุก 9. ส้มโอขาว 10. แตงกวา 11. พุทราแอปเปิล การศึกษานี้พบผลไม้ที่มีวิตามินอีสูง 10 อันดับแรกคือ 1. ขนุนหนัง 2. มะขามเทศ 3. มะม่วงเขียวเสวยดิบ 4. มะเขือเทศราชินี 5. มะม่วงเขียวเสวยสุก 6. มะม่วงน้ำดอกไม้สุก 7. มะม่วงยายกล่ำสุก8. แก้วมังกรเนื้อสีชมพู 9. สตรอเบอร์รี่ 10. กล้วยไข่ผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีน วิตามินซี และวิตามินอีน้อยทั้ง 3 ตัว คือ สาลี่ องุ่น และแอปเปิลส่วนผลไม้ที่มีสารทั้ง 3 ตัว ค่อนข้างสูงคือ มะเขือเทศราชินีทั้งนี้ เบต้าแคโรทีน วิตามินซีและอี เป็นกลุ่มของสารอาหารที่ช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่ก่อให้ร่างกายเกิดการอักเสบ ทำลายเนื้อเยื่อ เกิดต้อกระจกในผู้สูงอายุ โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด สารทั้ง 3 ตัว โดยเฉพาะ เบต้าแคโรทีนจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ยับยั้งการก่อกลายพันธุ์ ป้องกันเนื้องอก ลดความเสี่ยงการเป็นต้อกระจก มะเร็งและหัวใจได้ จึงควรรับประทานผลไม้ในปริมาณมากพอสมควรทุกวัน หรืออย่างน้อยวันละ 4 ส่วนของอาหารที่รับประทาน เพื่อสุขภาพที่ดี.


